ประภาส ปิ่นตบแต่ง: มองมุมภาคประชาชน: จะแตกหักกันไปทางไหน

 

ประภาส ปิ่นตบแต่ง

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่ผ่านมาในทำนองว่า ถึงคราวจะต้องรบกันอย่างแตกหักกันแล้ว ความแตกหักดังกล่าวไม่ใช่ในระดับของการหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ภาพที่มากกว่านั้นคือ สงครามกับระบอบทุนนิยมสามานย์

 

กรอบโครงหลักซึ่งเป็นเรื่องราวที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เขียนภาพขึ้นมาเชื่อมโยงไปถึงการต่อสู้ที่ชี้ให้เห็นว่า อีกฝ่ายหนึ่งได้พยายามทำลายอุดมการณ์หลักของชาติคือ อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์

 

การอภิปรายทางวิชาการ (ตามสำนวนของกลุ่มพันธมิตร) และการเคลื่อนไหวผ่าน สื่อหน้าเหลือง” ในระยะเวลาที่ผ่านมาและที่จะเป็นไปข้างหน้า จึงเชื่อมโยงเอาเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดจินตภาพดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กรณีคดีความของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง จะไปโผล่ในเว็บและรายการทีวีของสื่อสีเหลือง และกลายเป็นประเด็นอภิปรายที่สำคัญที่แกนนำกลุ่มพันธมิตร หยิบขึ้นมาพูดในเวทีอย่างสนุกปาก

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ถูกเชื่อมโยงเข้ากับ นปก. ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในพวก สองไม่เอา” (ต้านรัฐประหารและด่าทักษิณ) เขากลายเป็นหนึ่งในสามประสาน (ตามนิยามของ สนธิ ลิ้มทองกุลคือ กลุ่มซ้ายอกหัก-นักการเมืองเลว-คนรุ่นใหม่ที่ถูกล้างสมองโค่นล้มรัฐธรรมนูญและสถาบันสูงสุด) ที่กำลังทำลายอุดมการณ์หลักของชาติในสายตาของกลุ่มพันธมิตร และถูกโยนเข้ามาในสถานการณ์สงครามแตกหักจากหลายทิศหลายทาง แม้กระทั่ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งควรจะเลี้ยงหลานก็โผล่ขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้

 

ในเกมการเมืองเช่นนี้ ความถูกต้องของข้อมูล ข้อเท็จจริง จึงไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ การหยิบยกประเด็นการเมืองขึ้นมาเล่นต่างหาก การชี้แจงและทำความเข้าใจของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ถึงสมาคมผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

 

โชติศักดิ์ อ่อนสูง จึงไม่ใช่ เสรีชน” ซึ่งเป็นคำที่แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ หยิบขึ้นมาเรียกผู้คนที่อยู่ในหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ในวันนั้นก็คือ ผู้คนที่ช่วยกันปกป้องและคุ้มครองอุดมการณ์หลักของชาติดังกล่าว

เสรีชนในหอประชุมใหญ่แตกต่างไปจากคนรุ่นใหม่แบบ โชติศักดิ์ อ่อนสูง และแตกต่างไปจากมวลชนผู้ยากไร้ พวกคนข้างถนน” “พวกรากหญ้า” คนจนในชนบทผู้เป็นเหยื่อของระบอบทักษิณ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง อเสรีชน” เหล่านี้ไม่รู้ว่ากำลังเป็นเหยื่อของการทำลายสถาบันหลักๆ ของชาติเหมือนกัน เพราะพวกรากหญ้าก็เห็นประโยชน์เฉพาะหน้าที่นักการเมืองอุปถัมภ์ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ

 

ดังคำอภิปรายของ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่า ผมไม่อยากให้พวกคุณตกเป็นเครื่องมือของการทำลายชาติบ้านเมือง และทำลายสถาบันหลักหลายๆ สถาบันที่พวกเขากำลังทำกันอยู่โดยขอยืมมือพวกคุณ

ไม่รู้ว่าบรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวกับเรื่องราวและเหตุการณ์มามากมาย สามารถทนทานอยู่กับกรอบโครงหลักเช่นนี้ได้อย่างไร อย่างน้อยก็น่าจะรู้สึกสะอิดสะเอียนกันบ้าง

 

หากมองว่า นี่เป็นเพียง กลยุทธ์การเคลื่อนไหวต่อสู้ ก็ควรมีคำถามต่อไปว่า การต่อสู้เช่นนี้จะนำไปสู่ชัยชนะอะไร หากจะเรียกการต่อสู้เช่นนี้ว่าคือ ขั้นตอนของการสร้างประชาธิปไตยและการสถาปนาการเมืองภาคประชาชน ก็ต้องถามว่าเป็นการเมืองภาคประชาชนแบบไหนกัน

 

ยุทธวิธีที่เรียกว่า แมวสีอะไรขอให้จับหนูได้ หรือผสมพันธุ์กับอะไรก็ได้ จะสร้างอะไรให้กับการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะสงครามการเมืองเช่นนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนอำนาจในกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น

 

ในสงครามแตกหัก เอาเข้าจริงๆ เสรีชนที่กลุ่มพันธมิตรฯ อยากเห็นก็คือ ผู้คนที่หูตาสว่างเห็นจินตภาพที่พวกเขาเขียนให้เห็นถึงการทำลายล้างสถาบันหลักๆ ของชาติ ซึ่งแตกต่างจากมวลชนอีกแบบหนึ่งที่พวกเขาจัดประเภทเอาไว้คือ พวกไพร่ หรือมวลชนผู้สวามิภักดิ์ต่อระบอบทักษิณ

 

อาจจะมีข้อถกเถียงว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ก็เชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน มีโครงสร้างเกิดขึ้นมารองรับ เช่น การตั้งอนุกรรมการต่างๆ แต่ก็ต้องบอกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียง หางเครื่อง” เท่านั้น ไม่ได้มีบทบาท หน้าที่อะไร

 

โดยเฉพาะในสถานการณ์แตกหัก เราจึงไม่เห็นวาระปัญหาของกลุ่ม องค์กร ที่เข้าไปเชื่อมโยง เพราะไม่อยากจะทำให้การเมืองภาคประชาชนแคบลงให้เหลือเพียงแค่พาคนไปเข้าพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ เสรีชน” เพียงแค่นั่งปรบมือในห้องประชุม

 

จึงทำให้เริ่มขยับกันออกมามากขึ้นทุกทีๆ กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะถีบหัวเรือส่ง และผลักไปอยู่กับพวกทักษิณหรือไม่ก็ตาม แต่ควรสำเหนียกว่า กรอบโครงหลักของการเคลื่อนไหวเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ผู้คนเริ่มถอยห่าง ในขณะที่ชนชั้นนำต่างๆ เริ่มเข้าไปปรากฏหลังเวที

 

คำถามคือ สังคมไทยมีปัญญาเพียงแค่นิยามการเมืองภาคประชาชนที่คับแคบเพียงแค่นี้หรือ และมีความสามารถในการจำแนกแยกแยะผู้คนออกได้แค่ 2 กลุ่มเท่านี้หรือ หรือพวกเขามีปัญญาดี แต่การจำแนกประเภทเช่นนี้สามารถรับใช้สงครามการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ

 

ปัญหาที่ตามมาจึงอยู่ที่ว่า สงครามแตกหัก ได้ลดทอนโจทย์ทางสังคมการเมืองให้เหลือแคบลงไปทุกทีๆ ผู้คนในสังคมก็ถูกเชื่อมโยงให้เลือกข้างหรือตีตราว่า จะเป็นเสรีชน ผู้จงรักภักดี หรือไพร่ผู้เป็นเหยื่อระบอบทักษิณ

โจทย์แคบๆ เช่นนี้ก้าวเข้าไปถึงสถาบันการศึกษา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กำลังดำเนินโครงการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยแก่ประชาชน ด้วยการระดมคณาจารย์เขียนบทความและหนังสือเล่ม จดหมายถึงรากหญ้า” โดยให้แต่ละคอลัมน์เริ่มต้นด้วยประโยคว่า ถึงรากหญ้าที่เคารพ

 

โครงการนี้จะเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นเรื่องอุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ หรือไม่ก็ตาม แต่ในสถานการณ์สงครามแตกหัก ก็สะท้อนว่า โจทย์คำถาม และหน้าที่ของพวกนักรัฐศาสตร์ก็แคบลงไปทุกทีเหมือนกัน

งานวิชาการแคบลงไปเหลือเพียงการสรรหาคำด่าฝ่ายตรงข้ามที่เจ็บๆ แสบๆ บนเวทีอภิปรายในหอประชุมของเสรีชน กับการดำเนินโครงการและกิจกรรมอบรมชาวบ้านให้หลุดออกจากเหยื่อทักษิณ

 

ก่อนที่จะมี จดหมายถึงรากหญ้า” อยากจะนำท่าทีของสมัชชาคนจน ผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ต่อโจทย์แคบๆ ในสงครามแตกหักขณะนี้ จดหมายถึงชนชั้นภาคประชาชนที่เคารพ

 

ท่ามกลางการถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายของชนชั้นนำในสังคมไทยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนทำให้ปัญหาของคนจนหายไปจากความรับรู้ของสังคมไทย และประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกให้ความสำคัญราวกับว่า เป็นหนทางเดียวที่จะชุบชีวิตสังคมการเมืองไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติ

 

แต่เวลาที่ผ่านมาสอนให้พวกเรารู้ว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ก็พร้อมที่จะถูกละเมิดตลอดเวลา ที่สำคัญคือ สองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันก็ล้วนเคยมีส่วนรู้เห็นการละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยกัน พวกเราไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับข้อถกเถียงดังกล่าว และขอยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ต้องแก้ปัญหาให้กับคนจน

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ 30 เม.ย.51


 

4 thoughts on “ประภาส ปิ่นตบแต่ง: มองมุมภาคประชาชน: จะแตกหักกันไปทางไหน

  1. เป็นมุมมองที่ดีเชียว ผมว่าถ้าคนในสังคมเมืองหลวงไม่เห็นแก่ตัวกันเกินไป หัดเห็นคนเป็นคน ไม่ดูถูกคน ไม่หลงกับรถสวยๆ เสื้อผ้าแพงๆ ของหรูๆ หรืออะำไรที่เค้ากำลังแก่งแย่งกันไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ยศ คำว่าพอเพียงมันได้หมายถึงคนจนที่ทำไร่ทำนาเพียงอย่างเดียว

  2. อ้ายสนธิ ลิ้ม อ้ายเจิมศักดิ์ อ้ายตุ๊ดเปรมจงพินาศ พวกมรึงเป็นพวกหน้าด้านตอหลดตอแหล

Comments are closed.