◊ รอมฎอนที่อ้างว้างในปาเลสไตน์


ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางสังคมที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม >>

สดจากปาเลสไตน์คาลิด อมาเรห์ วันที่ 7 ตุลาคม 2006
แปลและเรียบเรียงโดย ฟารีดา ขจัดมารเครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพสามจังหวัดภาคใต้ไดอารี่ :

โดยปกติแล้ว เดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งจิตวิญญาณที่สูงส่งและการตั้ งมั่นในความดี อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่คนในครอบครัวจะร่วมกันละศีลอดกันอย่างพรั่งพร้อมทันท ี เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหลังจากที่ถือศีลอดมาตลอดวันอ ย่างไรก็ตาม ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางภาคส่วนของสังคมท ี่อ่อนแอเป็นทุนเดิมย ูซุฟ ซูลัยมาน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งมาสามสิบปี ในเมืองเฮบบรอน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เขามีสมาชิกครอบครัว 8 คน แต่ยากที่จะทำให้สิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม เมื่อเขาต้องรักษาปัจจัยยังชีพเบื้องต้น เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล
โดยปกติแล้ว เดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งจิตวิญญาณที่สูงส่งและการตั้งมั่นในความดี อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่คนในครอบครัวจะร่วมกันละศีลอดกันอย่างพรั่งพร้อมทันที เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหลังจากที่ถือศีลอดมาตลอดวันอย่างไรก็ตาม ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางภาคส่วนของสังคมที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมยูซุฟ ซูลัยมาน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งมาสามสิบปี ในเมืองเฮบบรอน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เขามีสมาชิกครอบครัว 8 คน แต่ยากที่จะทำให้สิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม เมื่อเขาต้องรักษาปัจจัยยังชีพเบื้องต้น เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล

“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าบอกคุณว่าอะไรดี คุณจะเชื่อฉันไหม หากฉันบอกคุณว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราไม่มีขนมปังกินเป็นเวลาสามวัน” สุลัยมาน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ท้อแท้อย่างชัดเจน

สุลัยมานก็เหมือนกับชาวปาเลสไตน์ที่เหลืออีกประมาณ 170,000 คน ซึ่งเป็นทั้งลูกจ้างของรัฐและเอกชน พวกเขายังไม่ได้รับเงินเดือนติดต่อกันมาเป็นเดือนที่เจ็ด เนื่องจากการปิดกั้นทางเศรษฐกิจที่มีต่อรัฐบาลฮามาส จากอิสราเอล อเมริกา และยุโรป

รัฐบาลได้จ่ายเงินล่วงหน้าประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปกติ อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนน้อยและจ่ายแบบไม่ปกติเช่นนี้ไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ครอบครัวจะใช้เงินเพิ่มขึ้น ครอบครัวที่ยากจนเช่นนี้จะทำอย่างไร พวกเขาจะอธิบายต่อเด็กๆ ถึงความยากจนอันฉับพลันที่กำลังหลอกหลอนพวกเขาได้อย่างไร

อัคราม ฮุสเซน ตำรวจชาวปาเลสไตน์พร้อมด้วยภรรยาและลูกน้อยสองคนกล่าวว่า เขาใช้อุบายต่างๆ เพื่อจะเอาชนะปัญหาทางการเงินหมดแล้ว

“ตอนนี้ ร้านชำข้างๆ จะไม่ให้เราติดเงินอีกแล้ว” เจ้าของร้านบอกแก่เขาว่า จะสิ้นเนื้อประดาตัวอยู่แล้วหากยังให้คนซื้อติดเงินต่อไป

“บางครั้งผมก็บอกลูกๆ ว่าเงินอยู่ในธนาคาร แต่ตอนนี้ธนาคารปิด แต่พวกเด็กๆ ก็ยังคงถามไปต่างๆ นานา ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย” ฮุสเซนว่า

เมื่อถามว่าเขาจะทำอะไรต่อไป เขามองขึ้นไปยังเบื้องบนและกล่าวว่า “หนทางนั้นอยู่ในมือของพระเจ้า”

การบริจาค

ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ซึ่งไม่มีอาหารพื้นฐาน เช่น แป้ง น้ำตาล ปกติแล้วจะได้รับการช่วยเหลือโดยคณะกรรมการซากาตท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือก็น้อยลงและขาดความสม่ำเสมอไปทุกที ทั้งยังยากที่จะทดแทนเงินเดือนที่พวกเขายังไม่ได้รับได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรพวกเขาจะได้รับเงินเต็มจำนวน

ซามีร์ ราไบอี เสมียนและคณะกรรมการซากาตท้องถิ่นในเมืองดูรา ซึ่งห่างจากตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเฮบบรอนไปสิบไมล์ เขากล่าวว่า ความต้องการอาหารนั่น เพิ่มยิ่งขึ้นกว่าก่อน

“ตอนนี้เรามีคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากมาย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ มันเป็นความยากจนที่ถูกก่อขึ้น จากการเหตุผลทางการเมืองของอเมริกาและอิสราเอล”

ราไบอี ตัดพ้อด้วยภาษิต ปาเลสไตน์ ว่า “ชาวอิสราเอลและชาวอเมริกัน ไม่ให้ความเมตตาเราและไม่ยอมให้ความเมตตาของพระเจ้ามาถึงเรา ชาติอาหรับที่ร่ำรวย เอาแต่ใส่ใจกับความต้องการของชาวอเมริกันมากกว่าคุ้มกันเด็กชาวปาเลสไตน์ให้พ้นจากสภาพที่หิวโหย”

เขาชี้ให้เห็นว่า อเมริกาซึ่งกระทำในนามของอิสราเอลได้สร้างรัฐในภูมิภาคอ่าว รวมทั้งซาอุดิอาราเบีย เพื่อป้องกันผู้บริจาคมุสลิมจากการส่งสิ่งของบริจาคให้แก่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

“ตอนนี้ของกินของใช้เราแทบจะไม่เหลือ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นได้”

เจ้าหน้าที่ซากาตอีกคนหนึ่งในเมืองเบธเฮม ผู้ซึ่งไม่ยอมบอกชื่อของเขา เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ได้เรียกร้องให้ชาวมุสลิมเลิกสนใจกลไกของรัฐและช่วยชาวปาเลสไตน์ให้สามารถเผชิญหน้า กับอาชญากรรมและการถูกรายล้อมไปด้วยศัตรูของอิสลามให้ได้

“ได้โปรด แบ่งปันเงินและสิ่งของบริจาคให้แก่พี่น้องมุสลิมของคุณในปาเลสไตน์ อย่ารอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ เพราะว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของอเมริกา และอิสราเอล เราจะต้องไม่รอถึงวันที่เราต้องขออนุญาตจากชาวอเมริกันให้ปฏิบัติศาสนาของพวกเรา”

“หากการช่วยเหลือเด็กที่หิวโหยในราฟาห์และเนปลัสเป็นการก่อการร้าย เช่นนั้นก็ให้พวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายซะ”

ขนมปังและน้ำชา

มีครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัวที่เกียรติและความภาคภูมิใจของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่ได้รับอาหารอย่างเปิดเผย แม้แต่จากคณะกรรมการซากาต

“คนเหล่านี้ กำลังทนทุกข์อย่างเงียบๆ” ราบีกล่าว

“ส่วนตัวแล้วฉันคิดครอบครัวที่ละศีลอดในตอนเย็นด้วยขนมปังและน้ำชาเหล่านี้ ต้องการความสนใจเป็นพิเศษ”

ด้วยอาหารที่มีน้อยนี้ สัญญาณแรกที่เกิดขึ้นแล้ว คือภาวะการขาดสารอาหารในหมู่เด็กนักเรียนโรงเรียนรัฐ

“โดยกายภาพแล้วสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏให้เห็น แต่เราสังเกตว่าเด็กหลายคนไม่มีสมาธิ หรือเหม่อลอย สิ่งนี้เป็นผลเนื่องมากจากเด็กไม่ได้รับสารอาหารพอเพียง” ครูของโรงเรียนเฮบรอนกล่าว

เขากล่าวว่า “โรงเรียนไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับปัญหานี้มากไปกว่าการเขียนรายงานให้กับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา”

หายนะในกาซา

อิสราเอลไม่เพียงแต่ทำให้ชาวปาเลสไตน์ยากจนและหิวโหย โดยไม่ให้พวกเขาเข้าถึงอาหารและการทำงาน แต่กำลังฆ่าพวกเขาบนชีวิตที่ต้องดำเนินไปทุกวัน

จริงๆ แล้ว ไม่มีซักวันที่ผ่านไปโดยไม่มีชาวปาเลสไตน์ถูกฆ่า หรือทำร้ายให้เสียแขนขาในกาซา โดยเฉลี่ยแล้วมีประมาณ 5-6 คน และส่วนใหญ่เป็นพลเมืองบริสุทธิ์

วันที่ห้าของรอมฎอน รถถังอิสราเอลยิงปืนใหญ่เข้าใส่บ้านที่กาซาตอนเหนือ คร่าชีวิตพี่น้องสองคน และนี่คือของขวัญในเดือนรอมฏอนอันแสนวิเศษที่อิสราเอลหยิบยื่นให้ครอบครัวที่กาซา ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลยังคงให้ของขวัญนี้ต่อไป โดยได้รับการยืนยันโดยแดน ฮาลุส ที่ระบุว่าเขาหลับอย่างสบายในคืนที่เขาสั่งให้ทิ้งระเบิดหนึ่งตันใส่อพาร์ตเม้นท์ในกาซา ณ ที่นั้น มันได้คร่าชีวิตเด็กที่กำลังหลับ 12 คน

ในสภาวะเช่นนี้ทหารอิสราเอลอ้างว่าได้ฆ่าผู้ก่อการร้ายไป 2 คน เรื่องโกหกพร้อมที่จะถูกประกาศออกไปโดยสำนักข่าวของตะวันตก จากนั้นสื่อทั่วโลกก็ใช้ข่าวนั้นสื่อออกไปอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฆ่า และเรื่องราวของฆาตกรก็ถูกฆ่าไปด้วย

จากตัวเลขขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ และกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์บ่งชี้ว่า การครอบครองดินแดนแห่งนี้ของทหารอิสราเอล คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไป 226 คนเฉพาะในกาซาอย่างเดียว และตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน เมื่อผู้ต่อต้านชาวปาเลสไตน์ลักพาตัวทหารอิสราเอลใกล้กับเมืองราฟาห์ เป็นผลให้พลเมืองหลายร้อยคนที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กและพลเมืองผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียแขนขาหรือถูกทำร้ายจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลอย่างไม่เลือกหน้า

มากกไปว่านั้น กองทัพอากาศอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดและทำลายโครงสร้างสาธารณูปโภคของพลเรือนเป็นจำนวนมาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างสาธารณูปโภคของเลบานอนซึ่งถูกทำลายระหว่างทำสงครามกับกลุ่มฮิสบุลเลาะห์

เป้าหมายรวมไปถึงโรงเรียน วิทยาลัย สะพาน อาคารสำนักงานและบ้านเรือน รวมทั้งสถานีไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในกาซาซึ่งส่งผลให้ทั้งเมืองอยู่ในความมืด

เจ้าหน้าที่ในกาซาแก้ปัญหาอย่างจนตรอกโดยการนำเข้าพลังงานจากอียิปต์ และเสนอแหล่งพลังงานทางเลือกให้กับท้องถิ่น ทำให้กาซามีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

อิสราเอลชี้ว่าการทิ้งระเบิดอย่างมากมายเข้าใส่บ้านเรือนและบริเวณโดยรอบนั้น เป็นไปเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดที่มีแต่ความอาฆาตนี้ชี้ว่าอิสราเอลตั้งใจที่จะทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่สุดทนทุกข์

ปีนี้ทหารอิสราเอลมีเทคนิคใหม่ที่จะสร้างความเกรงกลัวให้แก่ชาวกาซา นั่นคือ ความหวาดกลัวที่มาตามสายโทรศัพท์ ดำเนินการโดย หน่วยงานชิน เบท (Shin Bet) ซึ่งจะมีการโทรไปบอกครอบครัวชาวปาเลสไตน์ว่าบ้านของพวกเขาจะถูกระเบิดในอีกห้านาที และพวกเขาจะถูกฆ่าหากไม่รีบย้ายออกไปทันที

โทรศัพท์มรณะนี้จะมาในเวลาที่เงียบสงัด ก่อนรุ่งเช้าและถูกออกแบบมาเพื่อก่อให้เกิดความลำบากอย่างถึงที่สุดต่อสมาชิกครอบครัวที่ถูกบังคับให้กระโดดจากเตียงเพื่อวิ่งไปยังถนน และเพื่อที่จะเห็นบ้าน ทรัพย์สินของพวกเขาถูกทำลายโดยจรวดมิสไซล์จากน้ำมือของชาวยิวอย่างไม่ปราณีปราศรัย

สัปดาห์นี้ เมื่อบ้านเรือถูกทำลายเช่นนี้แล้ว คนที่แวะเข้ามาเพื่อจะสังเกตความเป็นไป ได้เพียงแต่ทักทายห่าระเบิดอีกระลอกที่มาจากฟากฟ้า เด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี ตายทันทีด้วยกระสุนชนิดแตกกลางอากาศ เด็กคนอื่นอีก 10 คนได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนี้อาการสาหัส

ตามแหล่งข้อมูลของอิสราเอล เป้าหมายหลักของอิสราเอลคือกาซา และรองลงมาในเขตเวสแบงค์ เพื่อจะให้เกิดการบันดาลโทสะท่ามกลางหมู่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ และที่สุดแล้วพวกเขาก็จะฆ่ากันเอง

‘การทดลอง’ ซึ่งเป็นนิยามที่นักข่าวอิสราเอลผู้ช่ำชอง ‘อมิรา แฮส’ ให้ไว้นั้นสำเร็จด้วยดี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวปาเลสไตน์จำนวน 14 คนถูกฆ่าในระหว่างความโกลาหลภายในเมือง ซึ่งถูกจุดชนวนโดยการล้อมประชาชนจำนวน 1.5 ล้านคน พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงอาหารและการทำงาน และถูกตีตราอย่างได้ผลว่าเป็นผู้สร้างความกดดัน

เมื่อเจ้าหน้าที่อิสราเอลต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่า พวกเขามีสิทธิทำให้ประชาชนที่เปรียบเสมือนนักโทษนี้ขาดอาหารและทนทรมานได้อย่างไร -ประชาชนผู้อยู่ภายใต้การครอบครองของอิสราเอล เนื่องจากอิสราเอลควบคุมฉนวนกาซาอย่างแน่นหนา – เจ้าหน้าที่ยกไหล่ง่ายๆ และยังคงปลุกความหวาดหวั่น ราวกับว่าการกระทำให้ผู้คนบริสุทธิ์โหยหิว ไม่ใช่การกระทำที่เป็นอาชญากรรม

สัปดาห์นี้ การมาเยือนของคอนโดลิซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ แทนที่จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในกาซาและดินแดนที่ถูกยึดครองในฐานะที่เป็นความหายนะของมนุษยชาติ แต่เธอแสดงความยินดีกับหุ้นส่วนอิสราเอลบน ‘ความสำเร็จ’ และ ‘ความมีประสิทธิภาพ’ ในการลงโทษประชาชนชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลและอเมริกา

ตั้งแต่ที่ไม่เห็นทหารของฮิตเลอร์อยู่รอบๆ เกทโต วอร์ซอในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความเสื่อมทรามและความหลอกลวง ชาวปาเลสไตน์ที่กำลังทนทุกข์มีแต่จะยิ่งบอบช้ำมากขึ้น แต่โลกยังคงเงียบงันและคงทำได้แค่นั้น

และนี่คือ รอมฎอน ในกาซา ปี 2006

ที่มา: www.electronictintifada.net/palestine


One thought on “◊ รอมฎอนที่อ้างว้างในปาเลสไตน์

Comments are closed.