◊ รายงานพิเศษ : สมานฉันท์ข้ามชาติพันธุ์ การสร้างสันติภาพอันแท้จริง ของคนตัวเล็กๆ บนโลกใบนี้

โดย วิทยากร บุญเรือง

พวกเขากำลังรณรงค์ต่อต้านการกีดกันแรงงานอพยพ ผู้อพยพ สร้างความสมานฉันท์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สร้างสันติภาพอันแท้จริงตามประสาคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจวาสนาอะไร พวกเขาร่วมมือกันทำอยู่บนท้องถนน ในทะเล หรือแม้แต่บนสะพานระฟ้า ด้วยวิธีแปลกๆ ตามวิถีของนักอนาธิปไตย >>



… ผมรู้สึกตลกไม่ออก ( ทั้งๆ ที่พยายามจะเป็นคนตลกให้ได้ทุกสถานการณ์😉 เมื่อได้อ่าน ‘ข่าว 2 ข่าว’ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวชี้บ่งชุดความคิดหลักของคนใน ‘สังคม 2 สังคม’

ข่าวแรกเป็นตัวแทนของสังคมที่ยังมีแนวคิดเหยียดความเป็นอื่น เอาเปรียบคนอื่น กีดกันคนอื่น ส่วนอีกข่าวเป็นความพยายามสลายความเกลียดชัง สลายการเอาเปรียบ สลายการกีดกัน เพื่อสร้างความสมานฉันท์อย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ โดยกลุ่มคนเล็กๆ ที่หลากหลายที่ตลกไม่ออกเพราะขณะที่ตำรวจไทยกำลังไล่จับแรงงานต่างด้าวในวันออกพรรษา วิ่งไล่ตามกันปุเลงๆ รอบจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดผม โดยมีชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ที่ถูกลัทธิ ‘protectionism*’ ตามเชียร์ตำรวจเหล่านั้น

*ซึ่งลัทธิกีดกันคนอื่นแบบนี้ มันได้รับอานิสสงค์จากตำราเรียนประวัติศาสตร์สายดำรงราชานุภาพ และ ภาพยนตร์เรื่อง ‘บางระจัน’😉 ที่ให้ความรู้สึกว่าเผ่าพันธุ์ไทยมันยิ่งใหญ่ซะเหลือเกิน! เหล่านี้มันเป็นตัวเพาะบ่มความเป็นชาตินิยม หาคู่ตรงข้ามต่างชาติพันธุ์ — และมันทำให้เราเกลียดเพื่อนบ้าน – ดูถูกเพื่อนบ้าน มาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ชนชาติไทยสมัย Modern

แต่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เหล่านักกิจกรรมแนว ‘อนาธิปไตย’ หลายประเทศบนโลกใบนี้ กลับทำในสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับบ้านเรา — คือพวกเขากำลังรณรงค์ต่อต้านการกีดกันแรงงานอพยพ ผู้อพยพ สร้างความสมานฉันท์ระหว่าง ‘มนุษย์กับมนุษย์’ สร้างสันติภาพอันแท้จริงตามประสาคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจวาสนาอะไร พวกเขาร่วมมือกันทำอยู่บนท้องถนน, ในทะเล, หรือแม้แต่บนสะพานระฟ้า ด้วยวิธีแปลกๆ ตามวิถีของนักอนาธิปไตย!

000

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจไทยต้องตามไล่จับแรงงานต่างด้าว โดยที่มีชาวเชียงใหม่บางส่วนช่วยเชียร์อยู่นั้น นักเคลื่อนไหวทั่วโลกกลับร่วมมือร่วมใจกันรณรงค์ต่อต้านการกีดกันแรงงานอพยพและผู้อพยพ ภายใต้ชื่อการรณรงค์ ‘migration action-day’

การรณรงค์เกิดขึ้นใน 30 กว่าเมืองใหญ่ ทั้งในยุโรปและแอฟริกา แต่ขอย่นย่อและขอนำเสนอพอสังเขปดังนี้…
ในกรุง Athens มีการเดินขบวนรณรงค์เพื่อให้สิทธิแก่พลเมืองที่เกิดในประเทศกรีซแต่กลับไม่ได้รับสัญชาติ เนื่องจากพ่อแม่เป็นผู้อพยพ โดยมุ่งหวังให้รัฐรับรองความเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มีผู้เข้าร่วมในการรณรงค์ประมาณ 500 กว่าคนรวมทั้งชาวกรีซและผู้อพยพ … แต่เนื่องจากมีการเลือกตั้งระดับเทศบาลในกรุง Athens ในสัปดาห์นี้เหมือนกัน ทำให้เกิดความยากลำบากพอสมควรในการรณรงค์ครั้งนี้

กิจกรรมที่ประเทศเบนิน มีการร่างปฏิณญาและจัดตั้งองค์กรทางสังคมในการต่อต้านการกีดกันแรงงานอพยพและผู้อพยพขึ้นในประเทศเบนิน

ที่จตุรัสกลางเมือง Freiburg มีการจัดนิทรรศการ “the moving of the world” โดยนักกิจกรรมชาวเยอรมัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงชีวิตในค่ายพักผู้อพยพ, การข้ามทะเลโดยเรือของผู้อพยพ (ซึ่งมีการละเล่นเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการหนีจากความอดอยากจากแอฟริกาสู่ยุโรป)

การเปิดกิจกรรมใน Freiburg เริ่มด้วยสุนทรพจน์จากสมาชิกของ Batir Le Togo ที่มีการกล่าวถึงปัญหาสภาพเศรษฐกิจ การเมือง ในประเทศแถบแอฟริกัน จากนั้นนักเขียนเชื้อสาย อิหร่าน-เยอรมัน Navid Kermani ก็เล่าถึงประสบการณ์ในการอาศัยอยู่ในเยอรมันของเธอโดยกิจกรรม migration action-day ใน Freiburg นั้น พยายามอธิบายถึงเหตุผลในการอพยพ นอกจากนี้ยังสร้างความร่วมมือสร้างกลุ่มเคลื่อนไหว ทั้งในภูมิภาค แอฟริกา, ยุโรป และอเมริกา

นอกจากนี้ยังมีการเดินขบวนรณรงค์ภายในเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมขบวนประมาณ 250 – 300 คน มีการสร้างรั้วลวดหนามเชิงสัญลักษณ์ (อันเป็นสัญลักษณ์การกีดกันของยุโรป) นอกจากนี้ยังมีการบล็อคการจลาจรบางช่วงด้วย

ช่วงท้ายของกิจกรรม มีการร่างแถลงการณ์ร่วมที่มีความยาวกว่า 100 ฟุต เนื้อหาเกี่ยวกับการให้สิทธิเสรีภาพแก่มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหน, การข้ามเขตแดนอย่างถูกต้องตามหลักสิทธิโดยธรรมชาติ, และมนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรม เป็นต้น


กิจกรรมที่เมือง Gothenburg มีการร่างแถลงการณ์ร่วม นอกจากนี้ยังมีการไว้อาลัยให้กับประชาชนที่เสียชีวิตจากนโยบายการสร้างอุปสรรคให้กับผู้อพยพเข้าเมืองของยุโรป และจากเหตุการที่เกิดจากการเหยียดชาติพันธุ์ต่างๆ


ประชาชนและนักเคลื่อนไหวกว่า 600 – 700 คนในตอนเหนือของเยอรมัน มารวมตัวกันที่เมือง Hamburg ร่วมรณรงค์ในหัวข้อต่างๆ เช่น ต่อต้านการกักกันในศูนย์ผู้อพยพ, ต่อต้านการเนรเทศผู้อพยพกลับถิ่นฐานเดิม, สิทธิอันชอบธรรมในการตั้งถิ่นฐานใหม่ เป็นต้น

การเปิดงานใน Hamburg เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความเป็นมาของการจัดการรณรงค์ครั้งนี้ขึ้นใน Hamburg ซึ่งได้รับผลพวงมาจากงาน E.S.F* เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มภาคประชาชนและนักเคลื่อนไหวทั้งจากยุโรปและแอฟริกามารวมตัวกันถึงกว่า 200 กลุ่ม มีการรณรงค์ต่อต้านนโยบายกีดกันผู้อพยพของยุโรป (European migration policies) — อันทำให้เกิดการต่อยอดในการทำกิจจกรรมในวันนี้*งาน European Social Forum เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา … เป็นงานย่อยของ World Social Forum ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นงานประชุมสุดยอดของคนธรรมดาๆ ภาคประชาชน และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งในประเทศไทยก็จะมีการจัดงานลักษณะนี้ขึ้นครั้งแรกในวันที่ 21-22-23 ตุลาคมนี้ ดูรายละเอียดได้ใน http://www.prachatai.com/tsf
หลังจากนั้น ผู้อพยพจากศูนย์ผู้อพยพ Blankenburg ขึ้นมากล่าวรายงานเกี่ยวกับการประท้วงของพวกเขาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลของการประท้วง คือ พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างมิใช่มนุษย์คนหนึ่ง (inhuman conditions) ไม่ว่าจะเป็น การได้รับอาหารที่ไม่เพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ, การรักษาพยาบาล, การปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ในศูนย์ผู้อพยพ และเรียกร้องให้ได้อยู่อาศัยในบ้านธรรมดาๆ เฉกเช่นประชาชนคนอื่นๆ ต่อมาเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ในศูนย์ผู้อพยพของหญิงสาวจาก Afghanistan, การจัดการในศูนย์ผู้อพยพของชาวอิหร่านโดยการควบคุมจากนโยบายที่แตกต่าง

นอกจากนี้ยังมีการแสดงความเห็นและมุมมองต่อประเทศเยอรมัน ตามจินตนาการว่าด้วย ‘การทำให้ประชาชนที่ไม่มีหลักฐานเอกสารต่างๆ ทุกคนเป็นผู้ไม่ผิดกฎหมาย’ (legalisation of all undocumented people) เช่น ให้สิทธิการรักษาพยาบาลฟรี, ยกเลิกการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อพยพ, ทำลายรั้วขวางกั้นรอบๆ ยุโรป ฯลฯ — และนั่นคือสังคม utopia ที่แท้จริง ที่พวกเขาอยากจะให้มันเป็นท้ายสุดผู้อพยพจาก Togo ได้เรียกร้องขอให้หยุดการเนรเทศผู้อพยพ เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการคงอยู่ของระบบเผด็จการพวกพ้อง (family clan dictatorship) ที่เลือกปฏิบัติต่อ เชื้อชาติ-ชาติพันธุ์ อื่นๆ


นักเคลื่อนไหวใน Lindau ใช้การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงการเข้าสู่ผืนแผ่นดินจากทะเล ด้วยการแสดงการล่องแพที่อ่าว Yacht ของเมือง Lindau นอกจากนี้ยังยังมีการแจกใบปลิวรณรงค์อีกด้วย


ที่ London มีการเดินขบวนรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้แรงงานอพยพและผู้อพยพ (March for Migrants’ Rights)

เมือง Malaga นักเคลื่อนไหวและประชาชน 600 กว่าคนมีส่วนร่วมกันในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งถึงแม้ว่าผู้ร่วมงานจะมีไม่มากนักแต่โดยภาพรวมก็ถือว่าใช้ได้ (ในขณะเดียวกัน สเปนกำลังต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่าง Nicolas Sarkozy รัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสอยู่ ซึ่งสือในกระแสของสเปนได้แต่เสนอข่าวของนักการเมืองฝ่ายขวานี้อยู่ทุกวี่ทุกวัน)แต่การเคลื่อนไหวในเมือง Malaga ก็ดูไม่จืดเลยทีเดียว เนื่องจากการณรงค์อย่างขยันขันแข็งของสมาชิกขององค์กรต่างๆ ของผู้อพยพใน Malaga โดยมีการสนับสนุนจากองค์กรทางสังคมต่างๆ ในสเปนอย่างเต็มที่
บนถนน Garden ring ถนนสายที่ใหญ่ที่สุดในกรุง Moscow ประชาชนและนักเคลื่อนไหวในรัสเซียร่วมกันยึดกุมพื้นที่และทำกิจกรรมรณรงค์
 

การทำกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเดินขบวนเชิงสัญลักษณ์ สวมหน้ากาก ปิดหน้า ปิดตา ปิดปาก กลุ่มที่ 2 เป็นวงดนตรี samba มีการละเล่นและเต้นรำไปบนท้องถนน ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นกองทัพตัวตลก ACAB (clown army) ละเล่นบนท้องถนน ทั้งนี้มีการแจกใบปลิวรณรงค์การต่อต้านกีดกันบนท้องถนนอีกด้วยส่วนคำขวัญหลักที่ใช้ในกรุง Moscow คือ ‘ไม่มีใครที่ผิดกฎหมาย’ (Nobody is illegal!) มีการเปล่งเสียงตะโกนประสานเสียงวงดุริยางค์ข้างถนน และการชูป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ตลอดระยะเวลาการทำกิจกรรม
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม นักเคลื่อนไหวได้ทำการปิดล้อมอ่าว Rotterdam สร้างการกีดขวางการคมนาคมไม่ให้คนในเมืองเข้าออกสะดวกสบาย โดยเริ่มประมาณ 6 โมงเช้า นักเคลื่อนไหว 2 คน ได้ปีนขึ้นไปบนสะพานเพื่อแสดงการขัดขืนเชิงสัญลักษณ์ มีการปิดล๊อคประตูเพื่อให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางไปมา ซักประมาณชั่วโมงตำรวจก็เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ แล้วก็ซิวตัวเพื่อนนักเคลื่อนไหวแนวอนาธิปไตยของเราสู่โรงพัก ครึ่งชั่วโมงต่อมาตำรวจดับเพลิงสามารถตัดลวดที่นักเคลื่อนไหวล๊อคประตูเอาไว้ได้

นักปีนป่ายทั้งสองถูกปล่อยตัวหลังจากถูกจับกุมตัวไว้หกชั่วโมง ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ถูกริบไว้ตามระเบียบ
การขัดขืนเชิงสัญลักษณ์ที่ Rotterdam คือสุดยอดการขัดขืนเชิงสัญลักษณ์ของกิจกรรมในครั้งนี้ — พวกคุณแค่หงุดหงิดกับการเดินทางไม่สะดวกสบายนิดๆ หน่อยๆ … แล้วลองคิดถึงใครบางคนที่เขาต้องโดนกีดกันปิดกั้นโอกาสในการหาสิ่งดีสู่ชีวิตล่ะ! ไม่คิดถึงหัวอกเขาบ้างเรอะ!  

000

… ขณะที่เงินทุนในการเก็งกำไรหมุนเวียนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว, เหล่านักธุรกิจ ผู้บริหาร ผู้นำประเทศต่างๆ บินข้ามเข้า-ออกประเทศต่างๆ เป็นว่าเล่น, ห้างสรรพสินค้าข้ามชาติผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลก, สินค้าโฆษณาและแฝงไลฟ์สไตล์แบบตะวันตกถูกส่งไปพร้อมกับสัญญาณดาวเทียมผ่านช่อง MTV — แต่การข้ามพรมแดนเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่าของคนตัวเล็กๆ กลับถูกกีดกัน / นี่แหละที่เรียกว่า ‘โลกาภิวัฒน์ซีกเดียว’ (ซีกของคนที่มีอำนาจ)

ข้ออ้างในการ ‘กีดกัน’ แรงงานอพยพ ผู้อพยพ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในประเทศไทยและทั่วโลกนั้น เหตุผลที่ถูกนำมาอ้างและปลุกระดมอย่างกว้างขวาง คือ ปัญหาการแย่งงาน, ปัญหาสังคม, และเรื่องความมั่นคงของรัฐชาติ

เรื่องของปริมาณแรงงานนั้น ในปัจจุบันการจัดสรรทรัพยากรแรงงานในแต่ละภูมิภาคของโลกยังไม่มีอัตราล้นเกินแต่ประการใด การได้ซึ่งกำลังแรงงานใหม่ๆ จึงเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจที่มีการจัดการในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เพียงแต่นายทุนใช้แรงงานอพยพเหล่านี้ เป็นเครื่องมือต่อรองในการกดค่าแรงต่างหาก — นั่นคือปัญหา!

ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ อนามัย อาชญากรรม ก็เป็นผลพวงมาจาก นโยบายกีดกันที่ทำให้พวกเขาไม่มี ‘ที่ทาง’ และ ‘ทางเลือก’ มากนัก ดังนั้นต้องให้สิทธิความเสมอภาคแก่พวกเขา เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม (Every person has the right to have rights)

ส่วนเรื่อง ‘ความมั่นคง’ ดังที่นำมาอ้างมันคือความมั่นคงของใคร? ความมั่นคงของชนชั้นไหน? เพราะพวกเรา คนส่วนใหญ่ที่ยังเป็นผู้ถูกปกครอง เป็นผู้ลูกค้าของบรรษัทข้ามชาติ เป็นแรงงานให้กับนายทุนผู้กระหายเลือด พวกเราล้วนแล้วแต่ไม่เคยมีความมั่นคงใดๆ ในชีวิตเป็นหลักประกันทั้งสิ้น

สำหรับการขีดเส้นแบ่งโลก มนุษย์ส่วนน้อยที่เรียกว่า ‘ชนชั้นปกครอง*’ ทั้งหลาย พวกคุณกล้าดียังไง ที่เอาไม้บรรทัดกับดินสอมาขีดเส้นแบ่งโลกใบนี้ออกเป็นส่วนๆ เพื่อความสะดวกสบายในการครอบครองอำนาจของกลุ่มตนเอง — มันไม่ใช่โลกของพวกคุณเพียงกลุ่มเดียว มันเป็นโลกของพวกเราทุกคนต่างหาก!

*ในที่นี้ขอจำกัดความถึงชนชั้นที่สามารถกำหนดแนวทางหลักในสังคมโลกปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ-การเมือง ในแต่ละรัฐชาติเอง หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในระดับโลก รวมถึงองค์กรโลกบาลต่างๆ ที่ถูกอุปโลกขึ้นมาโอบอุ้มคนจำนวนน้อยนิดเหล่านั้น!

และท้ายสุดนี้ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของคนเล็กๆ อย่างพวกเราจะถูกประณามว่าเป็น ‘นักประชาธิปไตยเพ้อฝัน’ – ‘ซ้ายไร้เดียงสา’ – ‘นักเคลื่อนไหวไร้สาระ’ – หรือจะให้เป็นห่าเหวอะไรก็แล้วแต่จะวิจารณ์กันไป😉 … ยังไงๆ พวกเราไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์ที่เราคิดว่ามันคือสิ่งดี และเราไปไกลกว่าเป็น ‘นักวิจารณ์สังคม’ เพียงอย่างเดียว  

เพราะอย่างน้อยที่สุด เราก็ได้ลงมือทำมันจริงๆ เราได้ลงไปสู่ท้องถนน เราได้ล่องแพในทะเล เราได้ปีนสะพาน … ถึงแม้มันจะเป็นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ตามกรอบที่เราพอทำได้ — แต่ในความคิดของพวกเรา ยังไงมันก็คงดีกว่าการเป็น ‘นักวิจารณ์ที่แสนฉลาดปราดเปรื่อง’ เพียงอย่างเดียว จริงมั๊ยครับ! ท่านผู้เฒ่านักวิจารณ์ทั้งหลาย😉  

ประกอบการเขียน – แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://de.indiymedia.org
http://estrecho.indymedia.org
http://nl.indymedia.org
http://no-racism.net/
http://www.indymedia.org/
http://www.ncadc.org.uk
http://www.noborder.org/
http://www.october7.org.uk/


Resistance Anarchist bulletin ฉบับที่ 84 พฤษภาคม 2006