◊ ‘สื่อรัฐสภา’ ยื่นจดหมายเปิดผนึกแล้ว – เตือนตัวแทนองค์กรสื่อ ‘ทบทวนบทบาท’ ในสภานิติบัญญัติฯ

สื่อมวลชนสายการเมืองเสียงแตก-นักข่าวสายการเมืองร่วมกันยื่นจดหมายเรียกร้องตัวแทนองค์กรสื่อทั้ง 3 แห่ง ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ-หวั่นประชาชนสับสนภาพ ‘สื่อ’ พัวพันการเมือง อาจทำให้หน้าที่ครวจสอบและเฝ้าระวังของสื่อหย่อนประสิทธิภาพ >>


ประชาไท – เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ตุลาคม 2549 ผู้สื่อข่าวสายการเมืองจากองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้รวมตัวกันที่ห้องสื่อมวลชน รัฐสภา และหารือถึงกรณีที่ตัวแทนขององค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน บางแห่งเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เนื่องจากเกรงว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังรัฐบาลของสื่ออาจได้รับผลกระทบ เพราะประชาชนอาจสับสนว่าเพราะเหตุใดสื่อจึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมือง


ภายหลังการหารือ กลุ่มนักข่าวที่รวมตัวกันมีมติให้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง (1) นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (2) นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (3) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เรื่อง ขอให้ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทบทวนบทบาทในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญัติแห่งชาติ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

จดหมายเปิดผนึก



เรื่อง ขอให้ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทบทวนบทบาทในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญัติแห่งชาติ
ตามประกาศรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ปรากฎชื่อตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จากข้อเท็จจริงพอสังเขปว่า ทางองค์กรวิชาชีพทั้งสามได้พิจารณาไตร่ตรองที่จะส่งตัวแทนเข้าร่วมสภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะตัวแทนวิชาชีพจริง หาเป็นการฉวยประกาศอย่างพลการ โดยเจ้าตัวไม่รับรู้เพื่อปฏิเสธหรือคัดค้านแต่อย่างใด นำมาสู่ความสับสนในผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนบางส่วน ซึ่งเข้าใจว่าตนต้องมีหน้าที่ต้อง ‘เฝ้าระวัง’ อำนาจรัฐที่อาจล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

การพาตัวเองโดยอ้างความเป็นตัวแทนวิชาชีพไปสู่พื้นที่ทางการเมือง จะสามารถสร้างความเชื่อถือให้เกิดต่อวิชาชีพได้อย่างไร? และสาธารณชนจะมั่นใจได้อย่างไรในการทำหน้าที่ตรวจสอบ?

เนื่องด้วย…

1. ภายใต้จรรยาบรรณ ผู้ประกอบวิชาชีพและตัวแทนวิชาชีพสื่อจักต้องธำรงความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยในทางการเมืองนั้นไม่อาจให้การสนับสนุน ช่วยเหลือหรือเป็นเครื่องมือให้กับบุคคลใด พรรคการเมือง หรือระบอบการเมืองใดระบอบการเมืองหนึ่ง หัวใจสำคัญอันจะช่วยผู้ประกอบวิชาชีพบรรลุภาระหน้าที่ดังกล่าว คือการรักษา ‘ระยะห่าง’ ระหว่างวิชาชีพกับอำนาจรัฐ

2. ผู้ประกอบวิชาชีพและตัวแทนวิชาชีพมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หากแปรเปลี่ยนบทบาทไปใช้อำนาจรัฐเสียเองในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดแย้งโดยตรงกับการปฏิบัติวิชาชีพอย่างยิ่ง

หากเกิดกรณีขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วตัวแทนวิชาชีพเหล่านี้ใช้พื้นที่สื่อที่ตัวเองรับผิดชอบเป็นช่องทางสร้างกระแสสนับสนุนตน พร้อมทั้งควบคุมแนวทางในการนำเสนอข่าวฝ่ายตรงข้าม จึงเท่ากับว่าเป็นการชักนำให้สื่อมวลชนเป็นฐานรับใช้เกมการเมือง มากกว่าจะปฏิบัติตามสำนึกวิชาชีพของตนเอง ถึงแม้ว่าสาระดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่บุคคลภายนอกจะเชื่อถือได้อย่างไรกับบทบาทที่ทับซ้อนกันอยู่ในตัวคนเดียว

3. เมื่อทั้งสามอ้างสิทธิตัวแทนขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในการใช้อำนาจรัฐ หากสภานิติบัญญัติออกมติ ตราข้อบังคับหรือกฎหมายใดๆ อันคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน มติหรือกฎหมายดังกล่าวย่อมต้องผ่านความเห็นชอบโดยเสียงข้างมากของสภานิติบัญญัตซึ่งมีตัวแทนองค์กรวิชาชีพฯ เป็นสมาชิก นั่นหมายถึงผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทั้งมวลจักต้องยอมรับผลการกระทำจากตัวแทนโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ภายใต้หลักตัวแทนและการยอมรับต่อเสียงข้างมาก ทั้งที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนหามีข้อบังคับหรือวัตถุประสงค์ใด ให้ตัวแทนของมวลสมาชิกเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจรัฐในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแต่อย่างใด

4. ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อจักต้องยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย โดยไม่อาจเห็นดีเห็นงามไปกับระบอบการเมืองอื่นใด ไม่ว่าจะเป็น ‘ระบอบทักษิณ’ หรือ ‘ระบอบ คปค.’ ก็ตาม

ความใจกว้างของ คปค. ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนและบุคลากรในวิชาชีพจำนวนมากจึงเป็นเพียง ‘เกมการเมือง’ ฉวยใช้สถาบันสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายรัฐว่าสื่อมวลชนมีตัวแทนอยู่ในสภานิติบัญญัติฯ

ทางคณะนักข่าวส่วนหนึ่ง จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสามตระหนักในหลักวิชาชีพและตัวแทนสื่อมวลชน ดังนี้

1. ให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ เพื่อรักษาจุดยืนของสังคมวิชาชีพให้พร้อมจะตรวจสอบอำนาจรัฐในสภาวการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ

2.หากปรารถนาจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว ขอให้ทั้งสามคนลาออกจากตำแหน่งผู้นำองค์กรวิชาชีพทั้งสามแห่ง รวมทั้งบางคนต้องลาออกจากตำแหน่งในกองบรรณาธิการที่สามารถกำหนดทิศทางหรือควบคุมเนื้อหาข่าวทันที

รายนามผู้สื่อข่าวที่เรียกร้องให้ตัวแทน3องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนถอนตัวจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ

1.นายสุรศักดิ์ ตุ้มเจริญ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
2.นายจุลกรณ์ จุลินทร หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
3.นายอดิศร วงศ์ศรศักดิ์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า
4.น.ส.เขมิกา พลายงาม หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
5.น.ส.รัชดา ชัยบรรเจิด หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
6.นายบัญชา แข็งขัน สำนักข่าวเนชั่น
7.นายวิฑูรย์ รักปลอดภัย หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
8.น.ส.อรวรรณ พยัฆชาติ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
9.นางฟองสนาน จามรจันทร์ กรมประชาสัมพันธ์
10.น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวช่อง 7
11.นายสมปอง สนนาค หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
12.น.ส.อาภารัตน์ ดีรักษา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
13.นายรอมฎอน ปันจอร์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
14.น.ส.ศิริรัตน์ บุรินทร์กุล หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
15.นายวรพล กิตติรัตวรางกูร หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
16.น.ส.ณภัชนันท์ ศรีแนน ผู้สื่อข่าว Wisdom Radio
17.นายปรัชญาชัย ดัตถุยานุวัตร หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
18.นายวัฒนา ค้ำชู สำนักข่าวเนชั่น
19.นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา สำนักข่าวเนชั่น
20.นายสุพนธ์ ธนูกฤติ สำนักข่าวเนชั่น
21.นายตุลย์ ปิ่นแก้ว ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์
22.นายสมัชชา หุ่นสาระ สำนักข่าวเนชั่น
23.น.ส.ณัฐฌา พูลลาภ หนังสือพิมพ์แนวหน้า
24.น.ส.พวงทิพย์ กลิ่นจันทร์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
25.น.ส.ฟ้ารุ่ง ศรีขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
26.นายไพรัช มิ่งขวัญ หนังสือพิมพ์แนวหน้า
27.นายวิจักรพันธุ์ หาญลำยวง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
28.น.ส.ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น
29.น.ส.เพทาย กันนิยม หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
30.นายอานนท์ เอื้องเพ็ชร์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ


……….


จดหมายเปิดผนึก 3 ตัวแทนองค์กรสื่อ เรื่อง การทำหน้าที่ของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อในสภานิติบัญญัติ


เรื่อง การทำหน้าที่ของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
องค์กรสื่อได้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญและเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยเห็นว่า กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติประกอบด้วยเป็นตัวแทนของภาคส่วนต่างๆจากสังคม จึงเห็น ควรจะใช้สิทธินี้ส่งตัวแทนไปเข้าร่วม เพื่อที่จะไปปกป้องและรักษาสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่มีข้อห่วงใยว่า การทำหน้าที่นี้จะกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบขององค์กรสื่อมวลชนนั้น ที่ผ่านมาองค์กรสื่อได้ แสดงบทบาทในสองลักษณะ คือหนึ่ง แสดงท่าที่ของสื่อต่อสถานการณ์ต่างๆ สองระดมสมองขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนในสังคม

ประการแรกนั้น ในการกำหนดท่าทีขององค์กรสื่อต่อเรื่องทั้งหลาย กำหนดโดยคณะกรรมการของแต่ละองค์กร ซึ่งรับฟังสมาชิก ผู้ร่วมวิชาชีพ และสังคม ที่ผ่านมาองค์กรสื่อทำงานโดยเปิดกว้าง ให้ภาคส่วนต่างๆในสังคมมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ไม่ได้กำหนดโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ประการที่สองแผนงานและแนวทางการทำงานขององค์กรสื่อต่างๆจะดำเนินต่อไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีผลกระทบหรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

การทำงานของตัวแทนขององค์กรสื่อ จะร่วมกันทำงานเป็นทีม คณะทำงานให้ข้อมูลและให้การสนับสนุน จะทำงานแบบเปิดกว้างร่วมกับภาคส่วนต่างๆในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ได้ปฏิบัติมา
ตัวแทนองค์กรสื่อทั้งสามคนพร้อมที่จะทบทวนบทบาทในเรื่องนี้ หากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้

บัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

One thought on “◊ ‘สื่อรัฐสภา’ ยื่นจดหมายเปิดผนึกแล้ว – เตือนตัวแทนองค์กรสื่อ ‘ทบทวนบทบาท’ ในสภานิติบัญญัติฯ

  1. คนประเภทหนึ่งเขาไม่ได้เป็น “สื่อ”โดยวิญญาณ แต่เขาเพียงทำมาหากินกับธุรกิจสื่อเท่านั้นเองครับ เมื่อวันหนึ่ง ธุรกิจนี้มันสามารถใช้เป็นกระดานหกไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองยุคเผด็จการ คนประเภทนั้นจึงพร้อมเสมอที่จะรับใช้อย่างไม่อายฟ้าดิน เขาเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ยังหลงผิดคิดว่าตัวเป็นสื่ออยู่อีก ความจริงเขาไม่ได้เป็นสื่ออีกแล้วครับ คนทำสื่อที่ไปเป็นหางเครื่องเผด็จการนั้นโลกนี้เขาประนาม เขาเรียกว่า “สุนัขรับใช้” เพราะ ” เพียงข้าวที่เขาขุน และเศษบุญที่เปรอปรน เห่าโห้งจนลืมตน ถวายตัวอย่างยอมตาย” อย่างนั้นมันไม่มีวิญญาณเสรี ขึ้นชื่อว่า ” สื่อ” มันต้องวิญญาณเสรีครับ.

Comments are closed.