◊ แถลงการณ์ วัน 14 ตุลา ประชาธิปไตยคัดค้านการปฏิรูปการเมืองภายใต้อุ้งเท้าเผด็จการ


เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ขอยืนยันที่จะเห็นแย้งอย่างถึงที่สุดว่า การปฏิรูปการเมืองไม่มีทางเป็นไปได้ตราบใดที่เผด็จการยังอยู่ในอำนาจและยังเต็มไปด้วยชนชั้นนำที่สวามิภักดิ์รับใช้สร้างความชอบธรรมให้เผด็จการ >>


และแล้ว “ความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ” จาก “เผด็จการทหาร-ตำรวจ” สู่ “เผด็จการพลเรือน” มาสู่ “การปรับโครงสร้างสังคมการเมือง (ที่ไม่มีประชาชน)” ครั้งใหญ่
 


นับแต่การยึดอำนาจของเผด็จการ คปค. ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญจอมปลอมที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นนำทางสังคม – วัฒนธรรม นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ร่วมกับสื่อสารมวลชนบางจำพวก กำหนดวาระข่าวสาร สร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย คนเหล่านี้เชื่อมั่นอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าการปฏิรูปการเมืองภายใต้เงื้อมเงาเผด็จการนั้น “เป็นไปได้” จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของทั้งอำนาจเผด็จการอันชั่วร้ายและวาระข่าวสารที่ตนเองได้ร่วมกันสร้างขึ้น
เราในนาม “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ขอยืนยันที่จะเห็นแย้งกับคนเหล่านี้อย่างถึงที่สุดว่า การปฏิรูปการเมืองไม่มีทางเป็นไปได้ตราบใดที่เผด็จการยังอยู่ในอำนาจและยังเต็มไปด้วยชนชั้นนำที่สวามิภักดิ์รับใช้สร้างความชอบธรรมให้เผด็จการอยู่เป็นจำนวนมากรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ คือ

-การตั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอันประกอบด้วย นายทหารและข้าราชการระดับสูงเป็นใหญ่ เป็นความพยายามสืบทอดอำนาจเผด็จการให้ต่อเนื่องยาวนาน เป็นการรื้อฟื้นระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ที่ข้าราชการเป็นใหญ่มีอิทธิพลครอบงำกำหนดทิศทางของประเทศในทุกด้าน ระบอบนี้ไม่เชื่อมั่นในพลังประชาชนแต่ฝากความหวังไว้กับ “ชนชั้นนำ” ระดับหัวกะทิหรือกลุ่ม “เทคโนแครต” เท่านั้น เป็นการกีดกันการมีส่วนร่วมของคนส่วนใหญ่ออกไป ในท้ายที่สุดจะเต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส การทุจริตคอรัปชั่น และไร้ประสิทธิภาพ

-โฉมหน้า ครม.และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเต็มไปด้วยเหล่าผู้ต่อต้านคัดค้านรัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดที่แล้วอยู่เป็นจำนวนมากทั้งจากภาควิชาการ สื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งถือเป็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยเฉพาะที่เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นแนวร่วมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ครม.และสภานิติบัญญัติฯจึงมีสภาเป็นเพียง “ครม.และสภาฯร่างทรง-ตรายาง-ต่างตอบแทน” และท้ายที่สุดแล้วกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นได้แค่เพียง “ไม้ประดับ” ที่สร้างความชอบธรรมให้กับเผด็จการและ “โครงการปรับโครงสร้างสังคมการเมือง (ที่ปราศจากประชาชน)” ในระยะต่อไป

-ยิ่งกว่านั้น ชนชั้นนำเหล่านี้มิใช่หรือที่ ก่อนหน้านี้ล้วนเคยเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองภายใต้เงื่อนไขที่ปลอดอิทธิพลจากรัฐบาลเก่า (รัฐบาลทักษิณ) แต่เหตุใดวันนี้จึงสามารถยอมรับได้กับการปฏิรูปการเมืองภายใต้ระบอบเผด็จการซึ่งเลวร้ายกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง เป็นความเลวร้ายในจริยธรรมทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะเหล่าผู้ที่อ้างว่ารักประชาธิปไตยทั้งหลายล้วนแล้วใช้มาตรฐานสองชุดในการตัดสินเรื่องทำนองเดียวกัน สุดที่ประชาชนอย่างพวกเราจะยอมรับได้

ข้อเสนอจาก “เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร”

“เลือกตั้ง” คือทางออก

“ปลดล็อค” อำนาจทหารด้วยการยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดสิทธิเสรีภาพโดยทันทีและให้ประชาชนกลับไปเลือกตั้งภายใต้กติการัฐธรรมนูญปี 2540 โดยเร็วที่สุด หลังเลือกตั้งแล้วจึงค่อยเริ่มกระบวนการปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนมีส่วนร่วมต่อไป

เพราะก่อนหน้าการรัฐประหารนั้นทั้งกติกา และกลไกต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีความพร้อมเกือบสมบูรณ์แล้ว รวมทั้งอำนาจตุลาการ (ศาลต่างๆ) ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูง องค์กรตรวจสอบเลือกตั้งจากภาคประชาสังคมก็อยู่มากมาย รอพียงวันเวลาเลือกตั้งที่เหมาะสมเท่านั้น

หากเชื่อว่าประชาชนสนับสนุนการเผด็จการจริงหรือสนับสนุนการล้มล้างรัฐบาลเก่าจริงก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกลัวการเลือกตั้ง เพราะประชาชนจะเป็นผู้หยุดยั้งรัฐบาลเก่าด้วยเสียงของพวกเขาเอง แต่ถึงแม้ว่ารัฐบาลเก่าจะชนะเลือกตั้งอีกครั้งก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะแข้มแข็งเหมือนเดิม

การปฏิรูปการเมืองภายใต้ระบบที่พยายามสืบทอดอำนาจเผด็จการด้วยการพยายามแทรกแซง ปรับเปลี่ยนสถาบันการเมืองต่างๆรื้อฟื้นอำนาจระบบราชการ กีดกันคนส่วนใหญ่ ปิดกั้นการมีส่วนร่วม ไม่โปร่งใส มีแนวโน้มทุจริตและไร้ประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่พร้อมรับใช้เผด็จการแบบรับเหมาทำแทน จึงไม่อาจเป็นไปได้

การปฏิรูปทางการเมืองภายใต้อำนาจทหารที่ยังดำรงอยู่ โดยไม่ปิดให้ประชาชนแสดงบทบาทของตนเองเช่นนี้ จึงเป็นได้เพียง “การสถาปนาอำนาจแบบเก่าที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน”เท่านั้น

วาระ 33 ปีของการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชน จึงเป็นช่วงเวลาที่ประกาศว่า “การปฏิรูปการเมืองก้าวต่อไปต้องทำโดยประชาชนเท่านั้น”

“หยุดอ้างประชาธิปไตยเพื่อยึดอำนาจประชาชนปฏิรูปการเมืองด้วยตัวเองเป็น”

แถลงการณ์ เมื่อ 14 ตุลา 2549
ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร