◊ เกษียร เตชะพีระ โต้ ‘ธง 3 ผืน’ ของพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ผมว่าธงสามผืนนั้นจะอินุง ตุงนังตีกันเอง


ประชาไทขออนุญาตนำบทความ “ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาฯ” ของ รศ. ดร.เกษียร เตชะพีระ ซึ่งเป็นบทวิจารณ์ต่อบทความ ‘ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์’ ของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์มานำเสนอแทนรายงานที่กอง บก.ได้ถอดเทปสดจากการสัมมนา ซึ่งขาดอรรถรสและความถูกต้องสมบูรณ์ไปพอสมควร >>


ภายหลังจากที่ ร.ศ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้ชูธงสามผืน อันได้แก่ ธงโลกาภิวัตน์ ธงประชาธิปไตย และธงความเป็นธรรมขึ้น โบกสะบัดท่ามกลางสถานการณ์รัฐประหารผ่านบทความ ‘ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์’


รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ได้ออกมาตอบโต้ด้วยเอกสารทางวิชาการอย่างน้อย 6 ชิ้น ในระหว่างการอภิปราย ‘รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 กับการปฏิรูปการเมือง’ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าบางที ธงทั้งสามผืน อาจไม่สามารถโบกสะบัดคู่เคียงกันไปอย่างสง่างาม แต่อาจเป็นไปได้มากว่า ที่มันจะตีกันยุ่งอีรุงตุงนังเพราะธงโลกาภิวัตน์ที่กำลังแผ่เงาเข้าครอบคลุมทุกผืนธงอยู่ในยามนี้
 


…………………

“ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาฯ”  

โดย เกษียร เตชะพีระ
๘ ต.ค. ๒๕๔๙

 

เช้านี้ ผมเพิ่งไปไหว้วีรชน ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา มา

ปกติ สัปดาห์ สองสัปดาห์ครั้ง จะซื้อพวงมาลัย ๒ พวง ไปไหว้ประติมากรรมอนุสรณ์ ๑๔ และ ๖ ตุลา ที่หน้าหอใหญ่ มธ.

พวงหนึ่งคล้องมือวีรชน ๑๔ ตุลา พนมมือไหว้พลางน้อมรําลึกถึง ‘สิทธิเสรีภาพ’ …

อีกพวงวางบนกลางแท่นหินอ่อน ๖ ตุลา พนมมือไหว้พลางน้อมรําลึกถึง ‘ความเป็นธรรมทางสังคม’ ซึ่งสมัยนั้นตีความว่า = ‘สังคมนิยม’ ก่อนที่วิกฤติทางการเมืองของขบวนการปฏิวัติไทย ใต้การนํา พคท. และวิกฤตอุดมการณ์สังคมนิยมสากล จะทําให้การตีความนี้ค่อยๆ เลือนหายไป

มีความแตกต่าง แต่ก็มีความต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่าง ๒ แนวคิดอุดมการณ์ที่แทนตน โดย ๒ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๑๙ อาจกล่าวได้ว่า ด้านหนึ่ง ถ้าไม่มีสิทธิเสรีภาพ ก็ไม่อาจต่อสู้แสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม อีกด้านหนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติ ร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ แม้อาจจะมีความหมายต่อปัจเจกบุคคลก็ตาม แต่นั่นไม่เพียงพอ

การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความแตกต่างทว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันดังกล่าว ก็คือ [พันธมิตรสามประสาน กรรมกร-ชาวนา-นักศึกษาปัญญาชน] ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองและคลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทต่อมา

ผมอยากเสนอว่า อุดมการณ์ ๑๔ และ ๖ ตุลา หรืออุดมการณ์เดือนตุลา อันได้แก่ [สิทธิเสรีภาพ + ความเป็นธรรมทางสังคม] ดังกล่าวมานี้ได้ ‘แตกสลายลงแล้ว’ ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายแห่งความแตกสลายนี้ก็คือ การแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทย ในความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวเนื่องกับรัฐบาลทักษิณรอบปีที่ผ่านมานั่นเอง  

It took the Octobrist ideology 30 years, from 1976 to 2006, to exhaust itself but, finally, exhausted it was.  

มันสะท้อนออกให้เห็นได้ง่าย ผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่ ‘คนเดือนตุลา’ ซึ่งต่างแบ่งฝัก
แบ่งฝ่าย แตกข้าง แยกค่าย ด่าทอประณามกันเองชุลมุนวุ่นวายจนเละเป็นวุ้นไปหมด

ข้างหนึ่งก็มีหมอพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, หมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, ภูมิธรรม เวชยชัย, จาตุรนต์ ฉายแสง, สุธรรม แสงประทุม, พินิจ จารุสมบัติ, อดิศร เพียงเกษ, เกรียงกมล เลาหไพโรจน์,… พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ฯลฯ

ส่วนอีกข้าง ได้แก่ ธีรยุทธ บุญมี, พิภพ ธงไชย, ประสาน มฤคพิทักษ์, หมอเหวง โตจิราการ, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, แก้วสรร อติโพธิ, ชัยวัฒน์ สุรวิชัย, คํานูณ สิทธิสมาน, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ยุค ศรีอาริยะ, … สุวินัย ภรณวลัย ฯลฯ  

ในประเด็นแหลมคมร้อนแรงต่าง ๆ ที่สืบเนื่องจากนั้น และในหมู่นักเคลื่อนไหวปัญญาชนรุ่นถัด ๆ มา
ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ไม่ว่ากรณีมาตรา ๗ และนายกฯ พระราชทาน, กรณีตุลาการภิวัตน์ , และกรณีรัฐประหาร ๑๙ กันยา หรือในหมู่อดีตนักเคลื่อนไหวรุ่นพฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ และรุ่นปฏิรูปการเมืองกับการเมืองภาคประชาชน ความรุนแรงของความขัดแย้งเหล่านี้ ถึงขั้นเว็บไซต์บางแห่งของเพื่อนพ้องน้องพี่ ‘คนเดือนตุลา’ และอดีตสหายจากป่า ‘เซ็นเซ่อร์’ ข้อเขียนของธงชัย วินิจจะกูล ที่โพสต์มาจากมหาวิทยาลัยลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา และคณะกรรมการสโมสร’ ๑๙ ของอดีตสหายอีสานใต้ ถูกเพื่อนสมาชิกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแสดงออกซึ่งท่าทีทางการเมืองอย่างหนัก จนต้องประกาศลาออกทั้งชุดกลางคันเพื่อเปิดทางให้เลือกตั้งกันใหม่

อย่างไรก็ตาม หลักฐานแห่งความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลา ที่แท้จริง คือการที่พลังประชา
สังคมคนชั้นกลางที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง-เศรษฐกิจ แตกหักแยกทางกับพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าในเมืองและชนบท ที่เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคม ฝ่ายแรกต่อต้านรัฐบาลทักษิณที่เป็นตัวแทนอํานาจการเมืองของชนชั้นนายทุนใหญ่ในประเทศ แล้วหันไปร่วมกับชนชั้นนําตามประเพณีขับโค่นรัฐบาลทักษิณ ในขณะที่ฝ่ายหลังสนับสนุนปกป้องรัฐบาลทักษิณ

มันเป็นตลกร้ายทางประวัติศาสตร์ ที่คนชั้นกลางพากันหวังพึ่งชนชั้นนําทหาร-ข้าราชการ-เทคโนแครต
หรือหากจะเรียกในภาษาเดือนตุลาฯ แต่เดิมก็คือชนชั้นนํา ‘ขุนศึกขุนนางศักดินา’ ว่าจะนํามาซึ่งสิทธิเสรีภาพแก่ตน ในทางกลับกัน มวลชนรากหญ้าชั้นล่างก็กลับหวังพึ่งชนชั้นนายทุนผูกขาดว่าจะอํานวยความเป็นธรรมแก่ตนเช่นกัน น้อยนักที่เราจะได้เห็น double false consciousness ที่กลับหัวกลับหางอย่างนี้ในสังคมการเมืองเดียว!

และถ้าหากนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่อย่าง privatization, liberalization, FTAs รวมทั้งกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนและคอร์รัปชั่นทางนโยบายต่าง ๆ เป็นหลักฐานความหลงผิดของฝ่ายหลังแล้ว บรรดาประกาศคําสั่งของ คปค. โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็คือหลักฐานความหลงผิดที่ชัดแจ้งที่สุดของฝ่ายแรกนั่นเอง  

แต่สิ่งเหล่านี้ต่างก็มีที่มาของมัน การที่คนชั้นกลางฝากความหวังสิทธิเสรีภาพของตนไว้กับชนชั้นนํา
ขุนศึกขุนนางศักดินา แทนที่จะเป็นชนชั้นนายทุนใหญ่ ก็มิใช่เพราะลักษณะอํานาจนิยม-อาญาสิทธิ์-อัตตาธิปไตยของรัฐบาลนายทุนใหญ่ที่ละเมิดลิดรอนหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้คนพลเมืองใต้การปกครองอย่างกว้างขวางโจ่งแจ้ง ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาดอกหรือ? จนในที่สุด รัฐบาลทุนใหญ่ดังกล่าวก็ผลักไสคนชั้นกลางกลุ่มต่าง ๆ ที่ควรเป็นฐานการเมืองของตนได้ให้ไปเป็นพันธมิตรของชนชั้นนําขุนศึกขุนนางศักดินาแทน

พูดให้ถึงที่สุด การนําที่ผิดพลาดของทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยนี่แหละ ที่ผลักการปฏิวัติกระฎุมพีของไทยให้ถอยหลังไปนับสิบปี!

ในทางกลับกัน การที่มวลชนรากหญ้าฝากความหวังเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคมของตนไว้
กับชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาด ก็เพราะทางเลือกเศรษฐกิจชุมชน-พอเพียงนั้นลําบากยากเข็ญเนิ่นช้ายาวนาน เรียกร้องความปักใจมั่น เสียสละ อดทน อดกลั้น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน มองการณ์ไกลสูง, ไม่ใกล้มือ ไม่จูงใจ เท่าทางเลือก ประชานิยม เพื่อ ทุนนิยม+บริโภคนิยม (capitalist & consumerist populism) ของรัฐบาลนายทุนใหญ่มิใช่หรือ? จนในที่สุด มวลชนรากหญ้าที่เคยเป็นฐานให้ชนชั้นนํา ขุนศึก ขุนนาง ศักดินา เอาชนะการท้าทายที่ใหญ่โตที่สุดที่รัฐของพวกเขาเคยเผชิญมาในสงครามประชาชนกับคอมมิวนิสต์เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ก็กลับกลายเป็นฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งและขบวนการเคลื่อนไหวชุมนุมที่กว้างใหญ่ไพศาลและเหนียวแน่นยิ่งของพรรคชนชั้นนายทุนใหญ่แทน

พูดให้ถึงที่สุด การที่มวลชนรากหญ้าส่วนมากหันไปนิยมนโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยม+บริโภคนิยม
ที่รัฐบาลนายทุนใหญ่หว่านโปรยมา ก็สะท้อนขีดจํากัดแห่งพลังฝืนขืนทวนกระแสหลักของแนวทางเศรษฐกิจชุมชน-พอเพียงนั่นเอง

การแสวงหาสิทธิเสรีภาพจากขุนศึกขุนนางศักดินา และการแสวงหาความเป็นธรรมจากนายทุนใหญ่
ผูกขาด รังแต่จะนําไปสู่ทางตันเหมือนกัน การหลงทางและป่าวประณามซึ่งกันและกันระหว่างอดีตสหายร่วมขบวนการหรือร่วมอุดมการณ์ สามารถผลิตซ้ำาตัวมันเองไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดบนพื้นฐานซีกส่วนต่าง ๆ ของอุดมการณ์เดือนตุลาเดียวกันนั้นเอง ไม่มีคําด่าประณามของฝ่ายไหนผิดหมด แต่ก็ไม่มีฝ่ายที่ร้องด่าประณามฝ่ายอื่นคนใดจะถูกถ้วนเลยสักฝ่ายเดียว (แน่นอนคงรวมทั้งผู้เขียนด้วย) เพราะขีดจํากัดที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา เป็นขีดจํากัดแห่งความเป็นจริงของพลังการเมืองและทางเลือกในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยเองโดยรวม, เป็นขีดจํากัดของทั้งชนชั้นนําตามประเพณีและของชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาดที่ขึ้นมาใหม่, ของทั้งพลังประชาสังคม ของคนชั้นกลาง และของพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าชั้นล่าง

ที่สําคัญ มันเป็นขีดจํากัดที่แยกสลายอุดมการณ์เดือนตุลาให้แตกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างถึงรากถึง
โคนจนยากจะมองเห็นว่า มันจะกลับมาฟื้นฟูเชื่อมประสานเป็นปึกแผ่นเดียวกันอย่างไรต่อไป
ในอนาคต

……………………

 

วิจารณ์แห่งวิจารณ์:

ธงชาติไทยสามผืนที่อาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกร้องให้ฝ่ายประชาธิปไตยชูขึ้นหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อันได้แก่ ธงประชาธิปไตย, ธงโลกาภิวัฒน์ (โลกาภิวัตน์?) และธงความเป็นธรรมทางสังคมนั้น (“ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์”, ๗ ต.ค. ๒๕๔๙) ด้วยความเคารพเกรงว่ามันจะพัวพันนัวเนียยุ่งอีนุงตุงนังและตีกันเอง  

ก่อนอื่น ในความเป็นจริง กระแสความเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” หรือ globalization อันเกิดจากเงื่อนไขเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ, เงื่อนไขการเมืองแห่งการสิ้นสุดของสงครามเย็นด้วยชัยชนะของค่ายทุนนิยมที่มีอเมริกาเป็นแกนนํา, และเงื่อนไขเศรษฐกิจแห่งการแผ่ขยายครอบโลกของระบบทุนนิยมนั้น เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่าไม่เป็นเอกพจน์ หากเป็นพหูพจน์ (not singular but plural), ไม่ได้กลมกลืนเป็นเอกภาพหรือเป็นเนื้อเดียวกัน หากขัดแย้งกันเอง (not uniform or harmonious but contradictory), อาทิ capitalist/corporate globalization vs. globalization from below/grassroots globalization; US-led global war on terror vs. globalized Islam เป็นต้น

‘ธงโลกาภิวัฒน์’ ที่ชูขึ้นโบกสะบัดในมืออาจารย์พิชิตนั้น ได้ถูกนิยามแบบลดทอนความหมายอันหลาก
หลายและขัดแย้งกันเองจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียง capitalist/corporate globalization เท่านั้น ทว่า ‘ธงโลกาภิวัฒน์’ ขนาน capitalist/corporate นี้นี่เองที่ในรอบหลายปีหลังนี้ ได้ถูกวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์โดยนักรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศว่าขัดแย้ง ไปกันไม่ได้ กับทั้งประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม๑) เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย (๒๕๔๘) ชี้ว่าโลกา
ภิวัตน์แบบ capitalist/corporate –>

(๑) ‘ประชาธิปไตยที่ไร้อธิปไตย’ โดยที่มันตีกรอบจํากัดและกร่อนเซาะ nation-state sovereignty ในการดําเนินนโยบายจัดการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและสวัสดิการสังคม, และ

(๒) ‘หนึ่งรัฐ สองสังคม’ ทําให้เกิดภาวะทวิภาพทางเศรษฐกิจสังคม (economic & social dualism) ที่แตกต่างเหลื่อมล้ําทั้งฐานะ รายได้ อํานาจ การเข้าถึงทรัพยากร การบริโภค วิถีชีวิต และค่านิยมวัฒนธรรม

๒) Noreena Hertz, The Silent Takeover: Global Capitalism and the Death of Democracy (2001) ผู้เขียนเป็นรองผู้อํานวยการ Centre of International Business and Management, Judge Institute, University of Cambridge และจบปริญญาเอกจากที่นั่นเหมือนอาจารย์พิชิต ได้วิเคราะห์วิจารณ์ corporate power & CEOs ว่า เป็นศูนย์อํานาจและชนชั้นปกครองใหม่ของโลก กํากับควบคุมอยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยตัวแทนทั้งหลาย และอํานาจต่อต้านถ่วงดุลใหม่ที่ทรงพลังทุกวันนี้ เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยโดยตรงของประชาชนต่างหาก

๓) Arthur MacEwan, Neo-Liberalism or Democracy? Economic Strategy, Markets and Alternatives for the 21st Century (1999) ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์แห่ง University of Massachusetts Boston เรียนจบ U. of Chicago, Harvard งานเขียนเคยได้รางวัล Wells Prize จาก Harvard University Department of Economics

๔) Benjamin R. Barber, บทความ “Can Democracy Survive Globalization?” (2000) ผู้เขียนดังระเบิดจากหนังสือ Jihad vs. McWorld (1995) เป็นผู้อํานวยการ Walt Whitman Center for the Culture and Politics of Democracy และ Whitman Professor of Political Science, Rutgers University, New Jersey ในปาฐกถา Leonard Schapiro Lecture ที่แสดงต่อ LSE ปี๒๐๐๐ นี้ เขาชี้ว่าทุนนิยมตลาดเสรีอยู่กันได้กับประชาธิปไตยโดยถ่วงดุลกันและกันในกรอบรัฐชาติ ทว่าพอทุนนิยมตลาดเสรีข้ามรัฐชาติออกครอบโลกในยุคโลกาภิวัตน์มันก็นําไปสู่ [Globalization à Privatization & Commercialization ทางเศรษฐกิจ à Infantilization ทางวัฒนธรรม à Totalization ทางการเมือง] ซึ่งล้วนแต่สวนทวนกระแสประชาธิปไตยทั้งสิ้น

๕) William Greider, One World, Ready or Not? The Manic Logic of Global Capitalism (1997) ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ “race to the bottom” ที่เกิดขึ้นในรัฐชาติต่าง ๆ ทั่วโลก เนื่องจากแรงกดดันด้วยอํานาจต่อรองเหนือกว่าของ global capitalism ทําให้นานารัฐชาติพากันส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน ควักกระเป๋าหลวงอุดหนุนนักลงทุน ลดทอนบ่อนเบียน กฎเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การแพทย์และสาธารณสุข ค่าจ้างแรงงาน เงื่อนไขการทํางาน สิทธิก่อตั้งสหภาพของคนงาน สวัสดิการสังคม ฯลฯ ลงไปต่ำสุด เพื่อแข่งกันเอาใจนักลงทุนต่างชาติ…ในสภาพเช่นนี้ จะมี ‘ความเป็นธรรมทางสังคม’ ได้อย่างไร?

๖) แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ หรือ anti-globalization movement นักคิดหลายคนในขบวนนี้เช่น Naomi Klein ผู้เขียน No Logo: Taking Aim at the Brand Bullies (2000) อันลือชื่อก็ยืนกรานในระยะหลังไว้ในหนังสือ Fences and Windows: Dispatches from the Front Lines of the Globalization Debate (2002) ว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธโลกาภิวัตน์อย่างเบ็ดเสร็จ ทว่าคัดค้าน capitalist/corporate globalization ที่กําลัง ‘ล้อมรั้วประชาธิปไตย’ (“Fencing in Democracy”) เพราะเห็นว่ามันไม่ใช่ TINA หากต้องการเสนอ alternative globalization พร้อมทั้งขนานนามขบวนการของตนว่า Global Justice Movement แทนและเห็นว่าขบวนการประชาธิปไตยโดยตรงในรูปแบบต่าง ๆ ของตนต่างหากที่เป็น ‘หน้าต่างสู่ประชาธิปไตย’ (“Windows to Democracy”)

ทั้งหมดที่พูดมาคงมีมูลขั้นต้นพอให้สงสัยและลองเริ่มทบทวนตรวจสอบข้อเสนอ “ธงชาติไทยสาม
ผืน” ของอาจารย์พิชิตก่อนที่จะปักใจรับเชื่อโดยสนิทแน่ว่า ธงโลกาภิวัฒน์แบบที่อาจารย์พิชิตชูนั้นไปกันได้ออดหลอดปลอดโปร่งกับธงประชาธิปไตยและธงความเป็นธรรมทางสังคม (หรือแม้แต่ธงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย – ดังที่อดีตผู้อํานวยการ WTO เคยปรารภว่า ข้อตกลง WTO นั้นนับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งโลกทีเดียว)

กระนั้นแล้วเราจะสมาน ‘ธงสิทธิเสรีภาพ’ แห่ง ๑๔ ตุลา ๑๖ เข้ากับ ‘ธงความเป็นธรรมทางสังคม’
แห่ง ๖ ตุลา ๑๙ ได้หรือไม่? อย่างไร? ผมใคร่เสนอข้อคิดเบื้องต้นว่าอาจเป็นไปได้ ผ่าน ‘ธงประชาธิปไตย’ ที่ปรับปรุงยกระดับขึ้นใหม่จากอุดมการณ์เดือนตุลา กล่าวคือ: –ข้ามปริมณฑลทางการเมือง –> ปริมณฑลทางเศรษฐกิจสังคม

-ข้ามขอบเขตรัฐชาติเดียว –> ภูมิภาค/ข้ามชาติ เพื่อต่อรองกับ corporate globalization

-“socialism in one country” อันเป็นหลักคิดของ Orthodox Marxism ผิดพลาดล้มเหลว เป็นไปไม่ได้ฉันใด, “democracy in one country” ก็เป็นไปไม่ได้แล้วฉันนั้น  

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทความ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์