◊ ‘กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย’ กับข้อเสนอ ‘กำจัดทุนสามานย์ออกจากการเมืองไทย’


เกาะติดสถานการณ์ทางการเมืองในยุคที่ ‘ทุนนิยม’ ในประเทศส่อแววมีปัญหา และปลุกให้ชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างร่วมมือกันเขย่าโครงสร้างที่ ‘คนข้างบน’ ของสังคมเสวยสุขกันอยู่ไม่กี่กลุ่ม ด้วยการสร้างรัฐสวัสดิการ, สร้างการแข่งขันเชิงธุรกิจที่ปราศจากการผูกขาดจากทุนใหญ่หรืออำนาจใดๆ ก็ตาม และทำลายอภิสิทธิ์ชนในสังคม เพื่อให้เกิด ‘ความยุติธรรมทางปากท้อง’ ขึ้น >>


Prachatai Biz-Review โดย วิทยากร บุญเรือง



ความคาดหวังต่อ ‘การเมือง’ ของ ‘กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย’
 


‘กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย’ เป็นคนทำธุรกิจส่วนหนึ่งในสังคมไทย ที่เกาะติดสถานการณ์ทางการเมืองและสร้างการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่ ‘ทุนนิยม’ ในประเทศส่อแววมีปัญหามาตั้งแต่ช่วง พฤษภาทมิฬ, วิกฤตต้มยำกุ้ง จนถึงยุคมหกรรมรถถังโชว์ เช่นในปัจจุบัน
ประสาร มฤคพิทักษ์ นำทีมพลพรรคคนโค่นทักษิณ ซึ่งประกอบไปด้วย ปรีดา เตียสุวรรณ์, มนตรี ศรไพศาล, สุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง และเหล่าขาประจำที่ถนนสีลม เคลื่อนไหวมาเกือบตลอดระยะเวลาแห่งความกดดันคนหน้าเหลี่ยม… จนกระทั่งเมื่อรถถังคันแรกนำทีมทหารออกมายืดเส้นยืดสาย ดูเหมือนว่าภารกิจของพวกเขาจะจบ และคงต้องหลบฉากไปกบดานเพื่อดูทีท่าว่า ‘ผู้คุ้มกันรัฐบาลหอย-2’ จะหักหลัง ‘ประชาธิปไตยทุนนิยมไทย’ อีกหรือไม่ (แบบที่ รสช. เคยทำ)

คงทิ้งไว้แต่ข้อเสนอและความคาดหวังต่อการเมืองหลังจากนี้ไป ไว้ให้เป็นเครื่องเตือนใจผู้มีอำนาจทางการเมือง เพื่อให้นักธุรกิจประชาธิปไตยทุนนิยมไทยทั้งหลายอุ่นใจว่า จะคงทำมาหากินบนระบบทุนนิยมแบบไทยๆ นี้ได้ไปโดยไม่สะดุด … ดังที่ รสช. และ ทักษิณ เคยทำให้พวกเขาสะดุดมาแล้ว!

ประสาร มฤคพิทักษ์ Business man & Activist ผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการทำหน้าที่สองอย่างควบคู่กันไป (และเป็นหนึ่งในซ้ายกลับใจที่ออกจากป่ามาแล้วก็รวย) ให้ความเห็นและคาดหวังต่อการเมืองไทยในอนาคตไว้ว่า จะต้องสกัดไม่ให้ทุนใหญ่ครอบงำการเมืองดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคทักษิณ นอกจากนี้จะต้องมีการเอาจริงเอาจังในเรื่องการปราบทุจริต การอายัดทรัพย์ หลังจากการรัฐประหารครั้งนี้ เพราะการปราบปรามทุจริตและยึดทรัพย์เป็นข้ออ้างเหตุผลในการทำรัฐประหารครั้งนี้ และสังคมกำลังลุ้นอย่างใจจดใจจ่อว่าจะออกมาในรูปไหน

“ที่คุณทักษิณแกมีอำนาจ เพราะแกถือว่าเป็นคนควักเงินให้พรรค รัฐบาลจึงกลายเป็นเผด็จการนายทุน ซึ่งคราวนี้มันเลวร้ายกว่าครั้งก่อนๆ เพราะผลประโยชน์มันทับซ้อน”

“อย่างครั้งที่ผ่านมา เราบอกว่าทักษิณไม่ดีอย่างไร คนที่ได้ประโยชน์ก็ยังหลงใหล เขาไม่สนใจ เพราะสิ่งที่เขาได้มันเป็นรูปธรรม เขายังจนอยู่ พอเขาได้เงินกู้หมู่บ้านละล้าน ได้พักหนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สื่อก็ควรจะเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจที่แตกต่างกันของสังคม”

ปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณี เน้นเรื่องการผลักดัน พ.ร.บ. แข่งขันด้านการค้า สกัดกั้นไม่ให้มีอำนาจใดเหนือการตลาด โดยให้เหตุผลว่านอกเหนือจากที่มันจะกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจจะกระทบต่อการเมือง เพราะเมื่อใครกลุ่มใดมีอำนาจเหนือตลาด ก็จะสามารถกำหนดตลาดและบี้คู่แข่งขันให้จมดินได้

และการเมืองหลังจากนี้ไปจำเป็นจะต้องแยกส่วนระหว่างนักธุรกิจและนักการเมือง หากยังคงให้นักธุรกิจไปสวมเสื้อนักการเมืองโดยเข้าไปรักษาผลประโยชน์ จะทำให้การบริหารประเทศลำบาก เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การคอรัปชัน และการทุจริตเชิงนโยบาย — ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรกำหนดเงื่อนไขให้นักธุรกิจเข้ามาเล่นการเมืองได้ยากขึ้น

สำหรับประเด็น รธน. ฉบับใหม่นั้น ปรีดาเห็นว่า รธน.2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพียงแต่ตามเกมส์นักการเมืองที่ชั่วไม่ทัน ไม่ต้องไปยกร่าง รธน.ใหม่หมด เพียงแต่ทำให้ รธน. 2540 นี้มีความฉลาดขึ้น ป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระให้ได้ นอกจากนี้ต้องทำให้ รธน.ฉบับใหม่มีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทางลบจาก ‘นโยบายประชานิยม’ ต้องไม่ให้พรรคอื่นที่จะเข้ามา ใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง

รธน. ฉบับใหม่ต้องทำลายค่านิยมเดิมที่ระบอบทักษิณทำไว้ที่ให้คนเชื่อว่า ‘คนต้องเป็นหนี้’ ซึ่งเป็นความคิดที่เบี่ยงเบน ให้ไปดูว่าประเทศไหนบ้างที่เจริญจากจีดีพีแล้วประชากรไม่คำนึงถึงการออม คือ อาเจนตินา บราซิล ฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ

“จะต้องทำให้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ผมพูดเรื่องนี้มานานแล้ว ตราบใดที่คุณยังยอมให้ใครมีอำนาจเหนือตลาด มันจะกระทบนอกจากกระทบเศรษฐกิจแล้ว ยังกระทบการเมือง เพราะเมื่อมีอำนาจเหนือตลาด คุณก็มีอำนาจกำหนดราคาไล่ต้อนคู่แข่งของคุณ ไม่ให้มาแข่งขัน เมื่อคู่แข่งอยู่ไม่ได้ก็สามารถตั้งราคาได้ตามอำเภอใจเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค นำมาซึ่งกำไรที่ไม่ธรรมดา เป็นกำไรจากการผูกขาด เมื่อได้กำไรมหาศาลก็มาซื้ออำนาจการเมืองต่อเนื่องกันไป นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณผ่านโทรศัพท์มือถืออย่าง…เอไอเอส”

“ผมคิดว่า ปัญหาในอนาคตของการปกครองประเทศนี้ ที่เราต้องต่อสู้ต่อไปคือประชานิยม ถ้าเราไม่ระวังให้ดี พรรคอื่นที่เข้ามา ก็จะใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทยในบริบทใหม่ หรือชื่อใหม่ พรรคประชาธิปปัตย์ หรือชาติไทย ก็จะเข้ามาใช้ระบอบประชานิยม ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีความฉลาดที่จะหามาตรการป้องกันการกระทำของนักการเมือง”

มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง มองว่า ต้องกำจัดการครอบงำในรูปแบบต่างๆ ทั้งอำนาจจากผู้นำ และอำนาจจากทุน นอกจากนี้มนตรีเสนอว่า ผู้มีธุรกิจเกี่ยวโยงกับภาครัฐ/สัมปทานผูกขาด ต้องไม่เข้ามาเกี่ยวกับอำนาจ รวมทั้งตำแหน่งนายกควรอยู่ได้แค่ 8 ปี และบทบาทของนักธุรกิจที่เข้าไปเล่นการเมือง ก็จะต้องไม่เข้าไปเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนเอง นักธุรกิจควรนำเรื่อง วิสัยทัศน์ ความสามารถ การจัดการ ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานการเมือง

“สิ่งที่เราอยากเห็น คือ ประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตย เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ผู้นำของประชาชนและทำเพื่อประชาชน ซึ่งเราได้เปลี่ยนผ่านการครอบงำโดยเผด็จการมาแล้วช่วงหนึ่ง แต่พอมาเป็นประชาธิปไตยก็กลับมาเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ครอบงำด้วยทุน แม้มีระบบการตรวจสอบมีปปช. มี ปปง. มี สตง. มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ดูเหมือนว่าองค์กรอิสระไม่สามารถทำงานตรวจสอบได้ และหัวใจของประชาธิปไตย คือสื่อมวลชน แต่บางส่วนกลับมีการให้ข่าวสารในลักษณะที่บิดเบือนไปยังต่างจังหวัด มีการจัดฉาก ผลก็คือผู้คนเกิดความเข้าใจที่ไม่เท่าเทียมกัน และสื่อที่ออกไปก็สร้างความแตกแยก”

สุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง มองว่า ไม่อยากเห็นการปฏิรูปที่เปลี่ยนแปลงแต่ ‘คน’ และ ‘ขั้วอำนาจ’ แต่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างเพื่อให้เกิดความชอบธรรม และแก้ปัญหาระยะยาวได้จริง และควรให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่กรณีของการ ‘ตายดับ’ และ ‘ซ้ำรอยเดิม’ ตลอดเวลา เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่ไม่ได้นำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและวิธีคิด.

“สิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คือ การมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่กรณีของการ “ตายดับ” และ “ซ้ำรอยเดิม” ตลอดเวลาอยากชี้ประเด็นตรงนี้ การปฏิวัติครั้งนี้มีต้นทุนสูง ทั้งความเสี่ยงเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ประเทศ ส่วนตัวอยากเห็นต้นทุนนี้ออกดอกออกผล และเติบโตแบบยั่งยืน”

“ผมผ่านเหตุการณ์มาทั้ง 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และพฤษภาคม 2535 ถ้าเราใช้ต้นทุนนั้นอย่างคุ้มค่า ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ซ้ำอีกเพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่ไม่ได้นำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และวิธีคิด”

สรุปความคาดหวังของ ต่อ ‘การเมือง’ ของ ‘กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย’

ผู้นำของประเทศใหม่ควรจะ …
· เข้าใจเศรษฐกิจ – การเมือง และมุ่งมั่นปราบปรามการทุจริต
· ไม่มีธุรกิจเกี่ยวกับสัมปทาน / ผลประโยชน์จากภาครัฐ
· วาระในการดำรงตำแหน่งนายกต้องไม่เกิน 8 ปี
· รัฐบาลใหม่จะต้องไม่ดำเนินนโยบายที่มีความเสี่ยง

การเมืองใหม่ควรจะ …
· จำกัดการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง ของนายทุนแต่ละราย
· สร้างเงื่อนไขให้นักธุรกิจเล่นการเมืองยากขึ้น

รัฐธรรมนูญใหม่ควรจะ …
· อุดช่องโหว่ประชานิยม
· อุดช่องโหว่การแทรกแซงองค์กรอิสระ
· ให้อำนาจประชาชนในการเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริต
· ให้อำนาจแก่ประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง
· สร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ปราศจากการผูกขาด

สื่อควรจะ
· ตีแผ่ข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจให้สังคม
· ไม่มีอำนาจทุนแทรกแซง

ที่มา :

‘จากนี้…ต้องไม่มีทุนการเมือง’ กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 29 ก.ย. – 5 ต.ค. 2549
‘พบกัน…เมื่อชาติต้องการ !!’ ม็อตโต้ ‘ม็อบเสื้อสูท’ กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 29 ก.ย. – 5 ต.ค. 2549
‘นักตรวจแถว ‘ภาคธุรกิจ’ ปรีดา เตียสุวรรณ์-ประสาร มฤคพิทักษ์ กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 29 ก.ย. – 5 ต.ค. 2549
‘แนะตั้งองค์กรอิสระยึดทรัพย์ทักษิณพร้อมบริวาร’ http://www.dailynews.co.th (Saturday, September 23, 2006)
 

000
 


เราอาจจะพยายามทำความเข้าใจต่อความคาดหวังของ ‘กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย’ ว่า ต้องการให้มีการล้างบางการโกงกินคอรัปชัน เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ของการเมืองไทยที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจต่อจากนี้ไป

แต่ตราบใดที่ยังไม่มองถึงความจริงปล่อยให้การกุมวิถีเศรษฐกิจไว้กับชนชั้นกลางและชนชั้นนำ แข่งขันกันขูดรีด ปล่อยช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสงคมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าคุณจะเอาคนมีศีลธรรมแสนดีแค่ไหนมาเป็นผู้นำ ใช้งบเขียน รธน. เป็นร้อยล้านพันล้านโดยไม่มุ่งเป้าไปที่ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบ ‘สังคมนิยมประชาธิปไตย’ ทางออกก็คงยังจะมืดมิด

ถ้ายังคงพุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มันเอื้อให้แต่คนมีตังค์มีพลังในการกุมทิศทางเศรษฐกิจ แล้วบังคับให้คนจน ‘พอเพียง’ — หาคนดีแค่ไหนมาเป็นผู้นำ มันก็เหมือนจับพระลาสิกขาแล้วนำมาเป็นเจ้ามือวงไฮโลนั่นแหละ! คุณต้องหลุดกรอบออกจากวงไฮโลนี้ให้ได้ เศรษฐกิจเสรีนิยมมันได้พิสูจน์มาแล้วว่ามันทำให้ทุกหย่อมหญ้าในสังคมไทยมีปัญหา.. ล่าสุดก็การไสรถถังออกมารัฐประหารครั้งนี่ไง! เป็นหลักฐาน  

รัฐประหารไทยทำภายใต้กรอบ ‘เสรีนิยมเพื่อเสรีนิยม’ มาตลอด มันจึงได้ทำกันซ้ำๆ ซากๆ แล้วลากเรื่อง ‘บุคคล’ และ ‘จริยธรรม’ มาอ้าง

ส่วนในเรื่องของการต่อต้านนโยบายประชานิยมที่คนจนได้ประโยชน์นั้น กลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป (เช่นเดียวกับกลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยนี้) ออกจะยังได้รับแนวคิดที่ว่า ‘คนจนไม่มีวินัยทางการเงินและถูกทักษิณหลอกใช้’ — ซึ่งนี่เป็นแนวคิดที่ ‘อันตรายมาก’ และอาจจะสานต่อในเรื่องของ ‘สงครามทางชนชั้น’ ที่ทักษิณได้จุดชนวนไว้

ซึ่งก็อย่างว่าที่ทักษิณได้ดูดเงินชนชั้นกลางและธุรกิจรายไม่ใหญ่ในรูปของการเสียภาษี ทำให้ชนชั้นกลางทำงานหนักขึ้น การนำเงินในอนาคตมาใช้ แล้วนำส่วนต่างส่วนนั้นไปใช้ในนโยบายประชานิยม … แต่ไม่ยอมแตะกำรี้กำไรของธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจของอภิสิทธิ์ชน หรือธุรกิจผูกขาด — ชนชั้นกลางถึงได้เกลียด ‘ประชานิยม’ นี้เข้าไส้  

ดังนั้นชนชั้นกลางและชนชั้นล่างต้องร่วมมือกัน แล้วพุ่งหอกไปที่โครงสร้างข้างบนของสังคมที่เสวยสุขกันอยู่ไม่กี่กลุ่มต่างหาก … นั่นคือคำตอบที่แท้จริง สร้างรัฐสวัสดิการ,สร้างการแข่งขันเชิงธุรกิจที่ปราศจากการผูกขาดจากทุนใหญ่หรืออำนาจใดๆ ก็ตาม และต้องทำลายธุรกิจผูกขาดพร้อมด้วยการอภิสิทธิ์ชนในสังคม เพื่อให้เกิด ‘ความยุติธรรมทางปากท้อง’ ในสังคม  

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตของกลุ่มนักธุรกิจกลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหว อย่างน้อยก็เหตุการณ์พฤษภาทมิฬและต้มยำกุ้ง — แล้วใครจะไปรู้ว่าในอนาคตจะมีวิกฤติอะไรใหม่ๆ ทำให้พวกเขาต้องออกมาดิ้นอีก? หากเรายังอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ที่พึ่งพิงอำนาจนิยม  

และเราจะไว้ใจได้แค่ไหนว่า กลุ่มชนชั้นปกครองกลุ่มต่อไปจะไม่ผูกติดกับการทำการค้าขาย ไม่ผูกติดกับมิติทางเศรษฐกิจ และจะไม่โลภมากเหมือนทักษิณ, พวกพ้อง หรือคนอื่นๆ ที่เคยผ่านมาบน ‘ถนนสายการเมืองไทย’  

… ถนนสายซึ่งใครก็อยากจะลิ้มลองรสชาดก้มลงไปเลียมัน … เพราะมันไม่ได้ลาดด้วยยางมะตอย แต่มันราดไว้ด้วย ‘น้ำผึ้งผสมยาดอง’ ที่นอกจะหอมหวานแล้ว มันยังชวนให้มึนเมาจนเสียสติอีกต่างหาก😉  

000