◊ ภาคประชาชนรวมตัว ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์ !

โดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

หลายองค์กรร่วมแถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลใหม่ยึดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ควรผลักดันนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วที่กระทบเกษตรกร คนยากจน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และระบบสวัสดิการสังคม ดังนั้น การคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญยิ่ง >>


ประชาไท – 5 ต.ค.2549 ที่สมาคมนักข่าวฯ เครือข่ายองค์กรประชาชน องค์กรวิชาชีพและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง ‘ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์’
 


น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า เครือข่ายที่มาร่วมแถลงข่าวมาจากเครือข่ายองค์กรประชาชนคัดค้านการค้าเสรี อันประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, สมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, เครือข่ายป่าไม้-ที่ดิน 4 ภาค, คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย, เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต้านคอรัปชั่น, กลุ่มจับตาบรรษัทข้ามชาติ (Corporate Watch) และ กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) และมีมาเพิ่มอีก 2 เครือข่าย คือ สมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ และสมัชชาประชาชนภาคอีสาน
จากนั้น น.ส.สารีได้อ่านแถลงการณ์ ‘ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์’ (ดูเอกสารแนบ)น.ส.รสนา โตสิตระกูล เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต้านคอรัปชั่น กล่าวว่า การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แถลงว่าจะทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันหมายถึงเศรษฐกิจที่มุ่งความเป็นเอกราชของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กฎหมายต่างๆ นั้น หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาจากชื่อรัฐมนตรีที่ออกมาแล้วไม่น่าจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่ทางที่กล่าวไว้ได้ จึงต้องการส่งเสียงให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังและพิจารณาไตร่ตรอง ประชาชนหวังจะเห็นนายกฯ ไม่เลือกชื่อบุคคลที่ต้องห้ามทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและทัศนคติที่ไม่สามารถไปได้กับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและดัชนีความสุขประชาชาติ ไม่เช่นนั้นแล้วการรัฐประหารครั้งนี้ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างระดับบน ไม่ได้แก้ปัญหารากฐานแท้จริง และท้ายที่สุด ทั้งการรัฐประหารและรัฐบาลจะไม่ได้การยอมรับจากประชาชน

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า ชื่อของว่าที่รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศที่ออกมา เป็นอดีตหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ส่วนชื่อของว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็เป็นอดีตหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ไทย-เอฟต้า ซึ่งทั้งสองคนนี้ระหว่างดำเนินการเจรจาเอฟทีเอไม่เคยฟังความคิดเห็นประชาชนเลย เราต่อต้านระบอบทักษิณเพราะระบอบทักษิณเปิดเสรีอย่างบ้าคลั่ง แล้วเราจะยังเอาคนที่สนับสนุนการค้าเสรีโดยไม่สนใจผลกระทบต่อประชาชนเข้ามาได้อย่างไร

โดยเฉพาะเมื่อเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลถูกกดดันจากประเทศตะวันตกโดยอ้างเรื่องประชาธิปไตย เรามีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลจะเอาใจชาติตะวันตก ทั้งที่พวกนี้กดดันเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีทำเช่นนี้ ก็เท่ากับตบหน้าประชาชน

วิฑูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ชื่อของว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ก็เป็นชื่อของผู้บริหารธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งภาคประชาชนรับไม่ได้ด้วยหลายเหตุผล เพราะบริษัทใหญ่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ และพัวพันการทุจริตหลายโครงการในรัฐบาลทักษิณ อีกทั้งยังหนุนการจัดทำเอฟทีเอเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของตัวเอง

“เมื่อเช้านี้ ผมได้รับโทรศัพท์จาก ศ.ระพี สาคริก ปูชนียบุคคลของประเทศ ฝากบอกมาว่า “การคัดเลือกรัฐมนตรีเกษตรนั้น ต้องยึดหลัก 3 ประการ คือ ต้องรับใช้ใกล้ชิดเกษตรกร, ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ และต้องพิสูจน์ว่าไม่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณในช่วงที่ผ่านมา” ดังนั้น การคัดเลือกรัฐมนตรี แม้นายกรัฐมนตรีจะระบุว่า ประชาชนอาจไม่พอใจ แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง และต้องไม่ผิดหลักการที่นายกรัฐมนตรี และ คปค.ประกาศไว้” วิฑูรย์กล่าว

นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ช่วงระบอบทักษิณ เป็นฐานผลประโยชน์ที่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และเกิดความขัดแย้งในสังคมหลายเรื่อง ดังนั้น

ภารกิจสำคัญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คือ ต้องเร่งทบทวน 3 เรื่องคือ เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทบทวน

1.การทบทวนแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ เพื่อไม่ส่งเสริมการลงทุนเกินความจำเป็น และต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของPDP คือ การพยากรณ์ ,การเลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า,ประมูลไอพีพี,การรับซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ,การตัดสินใจอนุมัติแผน

2.การไปลงทุนซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศ เป็นที่มาของการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน ซึ่งจะเป็นที่มาของการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะคุ้มในด้านใดๆ ไม่ว่าจะต้องเกิดการขูดรีดค่าไฟจากผู้บริโภคมากขึ้น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ

3.การเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชน หรือ IPP bidding : กระทบสังคม สิ่งแวดล้อม ค่าไฟ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องเช่นกัน คือ

1.ยกเลิกโครงสร้างการกำหนดค่าไฟฟ้า ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากการแปรรูปของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุน

2.ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบจากรัฐสภา และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ เป็นกลไกการเซ็นเช็คเปล่า

3.เริ่ม ขบวนการปฏิรูปกิจการพลังงาน เช่น ด้านไฟฟ้า ด้านก๊าซ ด้านน้ำมัน โดยเฉพาะการออกกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในกิจการพลังงาน ควรแยกบทบาท การกำหนดนโยบายส่วนหนึ่ง การกำกับดูแลส่วนหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ส่วนหนึ่ง และการประกอบกิจการส่วนหนึ่ง โดยนำมาประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นประชาชน อย่างจริงจังกว้างขวาง, การ ขจัดปัญหาโครงสร้าง เครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน, การมีองค์กรอิสระกำกับกิจการพลังงาน ด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ที่มีพระราชบัญญัติรองรับเพื่อการกำกับดูแล เพราะเป็นการดูแลกผลประโยชน์ 100,000 ล้าน ต้องตรวจสอบ ถ่วงดุลด้านพลังงานที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค สังคม สิ่งแวดล้อม

น.ส.สายรุ้งกล่าวว่า นอกจากนี้ยังต้องมีการปฏิรูปหลักคิดของการกำหนดนโยบายกระทรวงพลังงานด้วย โดยการ ชูธงเหลือง คือความพอเพียง การพึ่งตนเองได้ และชูธงเขียว คือ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายอำนาจการจัดการด้านพลังงานไปอยู่ในในมือประชาชน ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล แทนการการแปรรูปกิจการพลังงาน ลงทุนขนาดใหญ่ หรือเมกกะโปรเจ็กต์ที่ต้องกู้เงินพึ่งพาต่างประเทศ และการก่อให้เกิดกิจการผูกขาด

ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม จากคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ กล่าวว่า การที่ภาคประชาชนออกมาทักท้วงเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องฟัง และควรพิจารณาแต่งตั้งคนที่ไม่ถูกทักท้วงเลย เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) ชมรมแพทย์ชนบทก็ทักท้วงการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการคอรัปชั่น ซึ่งชมรมแพทย์ชนบทนั้น เป็นคนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม และเป็นแกนนำในการตรวจสอบทุจริต คอรัปชั่นมาโดยตลอด ดังนั้น ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ควรเป็นผู้ที่เคารพสิทธิผู้ป่วย สนับสนุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า เป็นสภาวะที่ดีที่จะมีการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสม รัฐมนตรีสาธารณสุขต้องซื่อสัตย์สุจริต ต้องมุ่งมั่นปฏิรูปเรื่องสุขภาพและแก้วิกฤติของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ข้อเรียกร้องของชมรมแพทย์ชนบท 4 ประการคือ

1.นโยบายสาธารณสุขต้องเน้นการแพทย์แบบพอเพียงที่ตอบสนองเศรษฐกิจพอเพียง ให้บริการผู้ป่วยด้วยหัวใจซึ่งจะสามารถลดการฟ้องร้องและการหาผลประโยชน์จากผู้ป่วยได้

2.กระทรวงสาธารณสุขต้องคิดถึงดัชนีชี้วัดความผาสุกของคนไทยที่มองการแพทย์แบบองค์รวม ทั้งกาย จิต และสังคม

3.นโยบายที่ต้องผลักดันต่อเนื่องคือ เรื่องการลดการบริโภคบุหรี่และเหล้า

4.นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

5.ต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการสร้างอุดมการณ์ในวิชาชีพ ไม่ส่งเสริมแพทย์พาณิชย์

ทั้งนี้ ชมรมแพทย์ชนบท เห็นว่า นพ.มงคล ณ สงขลา และ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ภญ.ศิริพร จึงประเสริฐศิริ ตัวแทนชมรมเภสัชกรชนบท กล่าวว่า ท่ามกลางข่าวรายชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั้น ทางชมรมเภสัชชนบทสนับสนุนจุดยืนชมรมแพทย์ชนบทที่แถลงไปแล้ว คือ นพ. วิฑูรย์ แสงสิงแก้วไม่ควรได้รับตำแหน่ง เพราะสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งนั้นมีข่าวการคอรัปชั่นมาก ในส่วนของรัฐมนตรีนั้น ไม่ควรมีลักษณะต้องห้าม คือการวิ่งเต้นขอเป็นรัฐมนตรี ถ้าใครวิ่งเต้นควรตัดออกไปเลย ทั้งนี้ คนที่เป็นรัฐมนตรีควรกล้าหาญ ไม่ใช่แค่รักษาผลประโยชน์กลุ่มวิชาชีพ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจยา

นายพันธ์เทพ สุรีสถิระ แกนนำสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า การมีห้างใหญ่ไปตั้งในจังหวัด อำเภอ ขณะนี้ลุกลามไปจนถึงเทศบาลตำบล ได้ก่อให้เกิดความล่มสลายของตลาดเก่าซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร และชุมชนที่ทำการเกษตรนำผลผลิตมาขายในตลาดเก่า ผลกระทบแทรกซึมไปทั่ว ดังนั้น ขอเรียกร้องดังนี้ 1.ขอให้หยุดการขยายสาขาระดับตำบล ขอให้มี พ.ร.บ.ค้าปลีก พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เพื่อให้เกิดความยุติธรรม 2.ขอให้กระทรวงพาณิชย์เปิดให้กลุ่มผู้ค้าปลีกไทยดั้งเดิมเข้าร่วมเป้ฯกรรมการในคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์ค้าปลีกค้าส่ง 3.ขอให้ศึกษาผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมเร่งการบริโภคของห้างค้าปลีกต่างชาติ 4.ให้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4.ขอให้คนไทยที่รับใช้ห้างค้าปลีกต่างชาติกลับตัวกลับใจ อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว




………

แถลงการณ์ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์

แถลงการณ์
เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน
“ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์”

 

หลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ดำเนินการยึดอำนาจการปกครองจากคณะรัฐบาลรักษาการนำโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และได้มีการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

เป็นที่น่ายินดีว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้กล่าวในวันที่รับตำแหน่งว่า ในการบริหารประเทศจะยึดหลัก คุณธรรม เศรษฐกิจพอเพียง เน้นดัชนีความสุขของประชาชนมากกว่าจีดีพี เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเชื่อมั่นว่า หลักการดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนคำนึงถึงความเป็นธรรม และความมั่นคงอยู่ดีมีสุขของประชาชนเสมอหน้ากันเครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน อันประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, สมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, เครือข่ายป่าไม้-ที่ดิน 4 ภาค, คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย, เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต้านคอรัปชั่น, กลุ่มจับตาบรรษัทข้ามชาติ (Corporate Watch) และ กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ขอเรียกร้องให้คณะรัฐบาลของ ฯพณฯ ท่าน ยึดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและทั่วถึง

คณะรัฐบาลชุดใหม่ไม่สมควรดำเนินการผลักดันนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วอันเป็นสาเหตุของปัญหาผลกระทบต่อเกษตรกร คนยากจน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และเป็นนโยบายที่ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งอย่างกว้างขวาง เช่น นโยบายการเจรจาค้าเสรีทวิภาคี การแปรรูปบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งนโยบายที่ขัดขวางการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน และนโยบายใดๆที่จะทำลายความยั่งยืนของระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ

ในการจะบรรลุเป้าหมายดังที่ ฯพณฯ ได้กล่าวไว้ในวันแรกรับตำแหน่ง การคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประชาชนเพิ่งผ่านพ้นจากระบอบทักษิณที่ได้สร้างบาดแผลของความเหลื่อมล้ำและปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้กับประชาชน ตัวอย่างเช่นนโยบายเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ทำให้กษตรกรมากกว่า 10 ล้านคนได้รับผลกระทบจนถึงขั้นหมดอาชีพเป็นต้น
ดังนั้น บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลจึงต้องมิใช่บุคคลที่เคยเป็นส่วนหนึ่งหรือรับใช้ระบอบทักษิณอย่างแนบแน่นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะเข้ามารับตําแหน่งด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศนั้น เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนมีความกังวลอย่างยิ่ง เพราะรายชื่อของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่ ยกเว้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักทั้งสิ้น แทนที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขมวลรวมของคนทั้งประเทศดังหลักการที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศไว้

นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกทาบทามให้มาเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวงนั้นมีเบื้องหลังความเป็นมาที่ไม่น่าเชื่อถือซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคม เช่น

– ผู้ที่ถูกทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯซึ่งมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับบรรษัทธุรกิจการเกษตรขนาดยักษ์ภายในประเทศและเป็นแกนหลักสำคัญของรัฐบาลทักษิณ

– ผู้ที่ถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมีประวัติในการผลักดันการเจรจาเสรีไทย-สหรัฐฯโดยไม่ฟังเสียงประชาชนแต่อย่างใด

– ผู้ที่กำลังวิ่งเต้นเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติมีพฤติกรรมอำนาจนิยมอันเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนมาโดยตลอด

– ผู้ที่ถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขถูกข้อครหาเรื่องเกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำในกระทรวง

– ผู้ที่ถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีบทบาทในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และเป็นต้นแบบในการแปรรูป กฟผ.โดยการลดมูลค่าทรัพย์ของรัฐและนำขายราคาถูกในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมัน โดยองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสามารถยุติกรณีการขาย กฟผ.ได้สำเร็จและกำลังขณะนี้ได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุดถึงความไม่ถูกต้องในการแปรรูปกรณี ปตท.

เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนตามรายนามข้างต้น ขอเรียกร้องต่อ ฯ พณ ฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แสดงความจริงใจและจริงจังในการบริหารประเทศตามแนวทางความเป็นธรรม เน้นเศรษฐกิจพอเพียง และความสุขของประชาชน โดยการทบทวนการเสนอชื่อบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆที่กล่าวมา และให้บุคคลที่ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือสร้างความขัดแย้งแตกแยก ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความสมานฉันท์และพัฒนาประเทศแบบมีส่วนร่วมของประชาชนมาดำรงตำแหน่งแทน

เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนตามรายนามข้างต้น ขอยํ้าว่า แนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงหรือการพัฒนาเพื่อสร้างความผาสุกของประชาชนอย่างเสมอภาคตามที่ฯพณฯ ได้ลั่นวาจาไว้นั้นหมายรวมถึง การมีแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นธรรม เช่น การปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง การบริหารทรัพยากรธรรมชาติโดยประชาชนมีส่วนร่วม นโยบายด้านภาษีที่มุ่งสร้างความเท่าเทียม การขยายตลาดภายในผ่านทางการเพิ่มกำลังซื้อที่ยั่งยืน ส่งเสริมกระบวนการผลิตและกระจายสินค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จัดวางมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรมและมั่นคง ลดและขจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นภัยกับสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและชุมชน ฯลฯ

หากไม่มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศในระดับมหภาคเป็นรูปธรรมโดยเร็วแล้ว แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและการมุ่งเน้นสร้างความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนก็จะยังคงเป็นวาทกรรมที่เลื่อนลอยต่อไป ซึ่งจะทำให้รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลชุดที่แล้ว และในที่สุด คำประกาศเรื่องเศรษฐกิจของ ฯพณฯ ท่านในวันรับตำแหน่งจะเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ  

เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน
5 ตุลาคม 2549

6 thoughts on “◊ ภาคประชาชนรวมตัว ค้านรายชื่อรัฐมนตรีไม่พึงประสงค์ !

  1. แย่มากๆกับ นายกสุรยุทธ์ พวกกบถ เราจะรับได้อย่างไรทำลายชาติแท้จริง เป็นเรื่องขัดผลประโยชน์สองกลุ่มเอาประชาชนกับชาติมาเล่นกันแรงขนาดนี้ แย่มากๆ รัฐบุรุษหรือโจรชั่วแท้จริง

  2. เราก็ไม่เห็นด้วย จะนั่งนอนให้คนพวกนี้เอาสิทธิที่เรามีไปใช้ได้อย่างไร ควรออกมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก นี่คือเผด็จการตัวจริง ทำลายระบอบประชาธิปไตย แย่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  3. Sorry to Thailand. You had got a very good prime minister, he had helped your country out well in political and economic crisis but your guys the Thais did not realized. You had eaten too much DEMOCRACY, you do not know what it is –indeed.
    Now you get the bad guys in uniform with guns to rule out your country. Is that what you like, it is extreme DICTATORSHIP.
    They censored any kind of publishing, broadcasting, etc., even you cannot say anything bad about them. The King is too old. Prem is taking over his Majesty’s Mandate. Don’t you think so?

    Your junta and puppet government would not stay on only 1 year as said. They will find anything to say that it is necessary to continue on their power showdown.

    Student’s enery, academic disaggreement and other civil power are all weak. They would never conquer the bad guys with guns.
    Believe Me!

  4. 1 รัฐบาลเถื่อน ได้มาจากการปล้นประชาธิปไตย ด้วยกำลังอาวูธ โดยกลุ่มเครื่องแบบนักขายชาติ ดูยังไงก็ไม่สามมรถยองรับได้
    2 เป็นรัฐบาลที่มีบุคคลมี่เป๋นรากเหง้าของเผด็จการเก่า กลุ่มผู้ขายชาติ นายทุนศักดินา นายทุนขุนศึก และกากเดนทรราชเปรม
    3 เป็นคณะบุคคลที่ไร้เกียรติยศ เต็มไปด้วยจากการกระทำความชั่วในอดีด
    4 ขอให้มันตกนรกเร็วๆ

Comments are closed.