◊ ‘ความไม่ลงรอยกันแห่งอดีตและปัจจุบันของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์’ จากมุมมองนักวิชาการนอก

มองผู้นำคนใหม่ของไทยผ่านสายตานักวิชาการด้านเอเชียศึกษา จากมหาวิยาลัย North Carolina at Chapel Hill ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมืองไทยมาโดยตลอด เพื่อตรวจสอบว่าภาพลักษณ์ของไทย ‘ก้าวหน้า’ หรือ ‘ถอยหลัง’ อย่างไรบ้าง พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นมาในอดีตที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกับสถานะปัจจุบันของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สักเท่าไหร่นัก >>  

(ถอดความจาก ‘General Surayud Chulanont: A man and his contradictions’ ของ Kevin Hewison นักวิชาการชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษาแห่ง Carolina Asia Center, University of North Carolina at Chapel Hill)

เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้เป็นทหารมานานถึง 4 ทศวรรษ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด สื่อในประเทศไทยและทั่วโลกต่างพากันรายงานว่า คณะทหารที่ทำการรัฐประหารได้คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ได้รับการบรรยายว่าเป็นทหารอาชีพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทุจริต มีแนวคิดก้าวหน้า เป็นอิสระจากทุกฝ่าย และไม่ฝักใฝ่ด้านการเมือง หรือถ้าพูดสั้นๆ ก็คงจะบอกได้ว่า – นี่แหละคือบุคคลที่ประเทศไทยต้องการ

หลังจากที่การรัฐประหารผ่านพ้นไปแล้ว ภาพลักษณ์ที่ดีของ พล.อ.สุรยุทธ์เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิมมาก เมื่อมีการเชื่อมโยงภาพเมื่อครั้งที่เขาได้ไปบวชเป็นพระสงฆ์ผู้สมถะในเวลาไม่นานมานี้ รวมถึงการเป็นองคมนตรีผู้น่าเชื่อถือของพระมหากษัตริย์ด้วย

สื่อต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งเกี่ยวกับคุณสมบัติของ พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเป็นทหารอาชีพที่ประกาศตนว่าไม่สนใจจะเล่นการเมือง แต่ในที่สุดก็กลายเป็นตัวเลือกที่คณะทหารขอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งความขัดแย้งกันเองนี้ บางทีอาจจะมีผลมาจากการที่ พล.อ.สุรยุทธ์ มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันเองอยู่ก่อนแล้ว โดยความขัดแย้งที่สำคัญและเป็นที่รู้กันทั่วไปก็คือข้อเท็จจริงว่า พล.อ.สุรยุทธ์เป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับบิดาของตนเองเมื่อครั้งที่เกิดสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่กินเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษในระหว่างที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์เข้าร่วมในสงครามนี้ในฐานะทหารประจำหน่วยรบต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่บิดาของเขากลับเป็นแกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการต่อต้านคอมมิวนิสต์ พล.อ.สุรยุทธ์มีส่วนเกี่ยวพันกับกองกำลังลับๆ ของเขมร นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2512-2515 และความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเขมรเป็นประโยชน์มากเมื่อเขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนเขมร ซึ่งในเวลานั้น ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งแก่กองกำลังเขมรแดงของพลพตที่สังหารหมู่ชาวเขมรไปเป็นจำนวนมาก และปฏิบัติการภายใต้คำสั่งของ พล.อ.สุรยุทธ์เกี่ยวโยงไปถึงการฝึกและเสนออาวุธให้แก่กองกำลังเขมรแดงด้วย และความร่วมมือที่ไทยมีให้แก่เขมรแดงก็นำมาซึ่งเงินทุนนอกกฏหมายที่หลั่งไหลเข้าสู่กองทัพไทยที่ตรึงกำลังอยู่ตามชายแดน และเงินนอกกฎหมายจากเขมรแดงที่กองทัพไทยรับมาก็คือการสนับสนุนให้มีการสังหารโหดเกิดขึ้นในเขมรอีกทางหนึ่ง ความขัดแย้งอีกประการของ พล.อ.สุรยุทธ์ เห็นได้จากเหตุการณ์นองเลือดของพลเรือนที่ออกมาประท้วงในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2535 โดยขณะนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และนายทหารที่สังกัดในหน่วยนี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับการบุกเข้าปะทะอย่างรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสงบเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ปฏิบัติการของหน่วยพิเศษดังกล่าวหมายถึงการสั่งยิง ทำร้าย และทุบตีผู้ชุมนุมด้วย ในเหตุการณ์นี้ มีผู้ถูกสังหารราว 50 รายเป็นอย่างน้อย และบาดเจ็บอีกราวๆ 100 ราย ในขณะที่ผู้คนอีกเป็นจำนวนมากหายสาบสูญ

ต่อมาภายหลัง พล.อ.สุรยุทธ์ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ออกคำสั่งให้หน่วยของตนออกไปยิงผู้คนแต่อย่างใด พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อหน้าสาธารณชนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น พล.อ.สุรยุทธ์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬทำให้ทหารตระหนักว่า การรัฐประหารเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง

ในปี 2540 ก่อนที่จะมีการเกษียณอายุ นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ได้ผลักดันให้ พล.อ.สุรยุทธ์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ได้ทำการปราบปรามเครือข่ายอำนาจและผู้มีอิทธิพลในกองทัพ จนได้รับความชื่นชมว่าเป็นนายทหารหัวก้าวหน้า มีความเป็นมืออาชีพ ทำให้ภาพลักษณ์ของทหารและกองทัพหลุดพ้นจากการเป็นผู้ที่จ้องแต่จะทำรัฐประหาร รวมทั้งเป็นการสร้างสถานะที่ดีของกองทัพในสังคมไทย หลังจากที่ภาพลักษณ์ของกองทัพตกต่ำลงตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 เป็นต้นมา

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ดำรงตำแหน่งเดิม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณและ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของการวางนโยบายระหว่างประเทศของไทยและพม่า เห็นได้ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเจรจาด้านธุรกิจการค้ากับพม่า แต่ทว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่สู้จะกระตือรือร้นนัก และสิ่งที่เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่งก็คือความเข้าใจที่รู้กันไปทั่วว่ากองทัพไทยมีความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ และมีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐบาลทหารของพม่ามาเป็นเวลานาน รวมถึงการควบคุมกระบวนการค้าของเถื่อนระหว่างสองประเทศด้วย

ในที่สุด พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และมักมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับนายกฯ ทักษิณต่อหน้าสาธารณชนในขณะนั้น เมื่อถึงเดือนมิถุนายนปี 2545 กองกำลังทหารพม่าที่ปราบปรามชนกลุ่มน้อยได้รุกเข้ามาในเขตแดนของไทย ครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าปฏิกริยาตอบสนองที่กองทัพไทยมีต่อพม่า เป็นการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ออกมาให้ความเห็นแย้งและปกป้องกองทัพ เป็นเหตุให้มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า อาจมีการรัฐประหารเกิดขึ้น แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ ยืนยันว่าทหารไม่มีทางก่อการรัฐประหารขึ้นมาอีกแน่นอน

เมื่อถึงวาระเกษียณ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีแทบจะในทันที และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยความสนับสนุนของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และด้วยตำแหน่งนี้เองที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชีวิตของ พล.อ.สุรยุทธ์อีกครั้งหนึ่งในปี 2549 และแม้จะมีคำพูดที่ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่เหนือการเมือง เช่นเดียวกับที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกมองว่าเป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ในการเมือง แต่ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ทางการเมืองที่นำไปสู่การก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณตามท้องถนนในกรุงเทพมีจำนวนมากขึ้นทุกที พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ร้องขอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระราชทานผู้นำคนใหม่มาแทน พ.ต.ท.ทักษิณ โดยที่ชื่อของ พล.อ.สุรยุทธ์นำมาเป็นอันดับต้นๆ ของรายนามผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำคนใหม่ แต่พระมหากษัตริย์ไทยทรงปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวจากข้าราชบริพารบางส่วนในสำนักพระราชวังที่ออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หรือแสดงปาฐกถาในเชิงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมากเท่ากับที่ พล.อ.เปรม ได้แสดงออกในระหว่างนั้น แต่เมื่อ พล.อ.เปรม กล่าวยืนยันว่าทหารจะต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ มิใช่ทำหน้าที่รับใช้รัฐบาล ทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ต่างก็มิได้แสดงความเห็นขัดแย้งแต่อย่างใด

นายทหารระดับสูงทั้งสามนายมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดย พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้ใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.สนธิ ด้วย เมื่อครั้งที่ทั้งสองเคยประจำอยู่ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี และเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าทหารที่เคยประจำในหน่วยนี้มีส่วนเกี่ยวพันในคดีพยายามลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และทหารจากลพบุรีอีกเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญในคืนรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

พล.อ.สุรยุทธ์ สนับสนุนการทำรัฐประหารอย่างแข็งขัน เนื่องจากมีความเห็นว่าควรจะยุติปัญหาและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเสียที เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจนในขณะนี้ นั่นคือคำพูดที่ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่นายทหารผู้ไม่ฝักใฝ่การเมืองกลับเป็นตัวเลือกสำคัญของฝ่ายทหารที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองไทย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดว่า พล.อ.สุรยุทธ์เป็นผู้นำในรัฐบาล ‘พลเรือน’ ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าเขาได้รับฐานสนับสนุนทั้งจากฝ่ายทหารและขั้วอำนาจจากสำนักพระราชวังที่ร่วมกันก้าวเข้ามามีส่วนในการควบคุมประเทศ

สำหรับประชาชนชาวไทยที่เฝ้าดูอยู่จะเห็นว่า คณะรัฐประหารพยายามพึ่งพาอาศัยชื่อเสียงและคุณสมบัติของ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ไม่เคยปรากฏว่ามีการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทุจริตใดๆ รวมถึงความสัมพันธ์โยงใยในกองทัพและความใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์เป็นตัวเลือกที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ซึ่งความสนับสนุนจากฝ่ายพระราชวังเป็นปัจจัยที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ลงความเห็นว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ พล.อ.สุรยุทธฺ เพราะเขาได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คณะรัฐประหารตระหนักดีว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในระดับสากล จึงมีการส่งเสริมภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยการส่งให้นักวิชาการและตัวแทนฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินทางไปยังประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่ออธิบายเหตุผลให้แก่สื่อมวลชนในต่างประเทศได้รับรู้ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีการรัฐประหารในเมืองไทย และมีการโน้มน้าวให้เข้าใจว่า การทำรัฐประหารนั้นเป็นการดีต่อประเทศไทย และ พล.อ.สุรยุทธ์ ผู้นำรัฐบาลพลเรือนคนปัจจุบัน ได้รับความสนับสนุนจาก ‘ราล์ฟ บอยซ์’ ผู้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยอ้างถึงการที่นายราล์ฟ บอยซ์ เข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ และกล่าวว่าการเข้าพบดังกล่าวมีนัยยะที่สำคัญ ซึ่งสหรัฐฯ และจีน เป็นประเทศแรกๆ ที่แสดงความเห็นด้วยอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐบาลที่มาจากความเห็นชอบของกองทัพไทย

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของ ‘พลเรือน’ สุรยุทธ์ ที่สวมชุดพิธีการเต็มยศ และล้อมรอบไปด้วยคณะทหารผู้ทำการยึดอำนาจ จึงเป็นความขัดแย้งในตัวเองอีกประการหนึ่ง เช่นเดียวกับความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่ถูกก่อร่างขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร และการที่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร’ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในกองทัพถูกจับมาอยู่กลางเวทีการเมือง

ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า พลเอกผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อนจะทำให้ประเทศไทยกลับไปตั้งต้นใหม่ในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่ หรือว่านี่จะเป็นเพียงภารกิจที่ชวนให้หวั่นใจของขั้วอำนาจเก่าที่จะทำให้ประเทศไทยกลับสู่ระบบอุปถัมภ์และแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบเดิมๆ กันแน่

…….

บทความภาคภาษาอังกฤษ General Surayud Chulanont: A man and his contradictions

General Surayud Chulanont: A man and his contradictions
Kevin Hewison [Carolina Asia Center, University of North Carolina at Chapel Hill]


When General Surayud Chulanont, a soldier for four decades, was appointed prime minister (PM), the Thai and the world’s media reported that Thailand’s military junta had picked the right man. He is described as professional, incorruptible, modern, modest and apolitical; in short, just the person the country needs following the coup. This fine image, polished by a recent stint in the Buddhist monkhood, is bolstered by General Surayud’s service as one the King’s trusted advisers.The international media did note the irony in this description – the professional soldier who is claimed to be uninterested in political office is now the junta’s selected premier.

Incongruous, perhaps, but then General Surayud’s life has been full of apparent contradictions. The best known amongst these, and a defining event in his life, is the fact that he and his father were on different sides in Thailand’s anti-communist war. Waged by a succession of military-dominated governments, this two decade struggle found Surayud as an army field officer while his father was a leader of the Communist Party of Thailand.

Following his anti-communist service, Surayud apparently operated with clandestine forces in Cambodia from 1969 to 1972. His knowledge of Cambodia was useful when he commanded forces on the Cambodian border. At the time, Thailand provided strong support for the murderous remnants of Pol Pot’s forces. Surayud’s command was apparently deeply involved with training and supplying the Khmer Rouge. Operations on the Cambodian border were one of the main sources of the huge and illicit funds that flowed to all levels of the Thai army that controlled the border. The Thai army operated in a sea of corruption supporting the murderous Khmer Rouge.

Another remarkable contradiction is seen in the bloody crackdown on civilian demonstrators in May 1992. Surayud was then commander of the army’s Special Forces. Men under his command were involved in vicious attacks on peaceful demonstrators, shooting, kicking and beating them. On this black day, about 50 people were killed, many went missing and more than 100 were injured. Surayud later denied that he gave any orders for his troops to shoot and expressed public regret over the events. He also claimed that the May 1992 episode made him realize that coups were futile.

In 1997, apparently about to retire, then PM Chuan Leekpai made General Surayud army commander. In this position, General Surayud gained a reputation for cracking down on mafia-like criminal activities within the army, for promoting modernization of the armed forces and for beginning the development of a military professionalism that was supposed
to end coups. At the same time, he worked hard to restore the status that the military lost in 1992.

When Thaksin Shinawatra was elected in 2001, he inherited General Surayud. The two soon clashed over government policy on Burma. Thaksin, always eager to advance his business interests, was keen to deal with the Burmese. General Surayud was apparently less enthusiastic. The irony is that it was well-known that Thailand’s military establishment had long operated businesses with the Burmese generals and controlled much of the illicit trade between the two countries.

General Surayud was eventually kicked upstairs to be supreme commander following a public spat with the PM. In June 2002, a Burmese military action against ethnic rebels spilled over the border into Thailand. Thaksin criticized the Thai army for reacting too strongly. Surayud rejected this criticism and defended the army. Word of an imminent coup spread and Thaksin confronted General Surayud, who responded that the military would never stage a coup.

When he retired, General Surayud was quickly brought into the Privy Council, the King’s handpicked advisory body, chaired by General Prem Tinsulanond. In this position, early in 2006, another of General Surayud’s contradictory positions emerged. While it is always said that the King is above politics, and while General Surayud is reported to be apolitical, he became deeply enmeshed in the political battles that led to the coup.

As Bangkok’s street demonstrations against Thaksin grew, the People’s Alliance for Democracy (PAD) called for the King to throw Thaksin out and appoint his own man as prime minister. General Surayud’s name was floated as a potential PM. The King rejected the PAD call. At the same time, however, the palace then embarked on a very public campaign against Thaksin.

While General Surayud wasn’t as outspoken or as active in this campaign as General Prem, he supported his colleague, made some critical speeches and added to the impression that the palace wanted Thaksin out. General Surayud, along with coup leader General Sonthi, were participants in a highly publicized event where General Prem reminded military officers that their loyalty was to the King rather than to the government.

The three generals are all good friends. Surayud served as a close aide to General Prem when he was PM. General Surayud was Sonthi’s commander when the two were with the Special Warfare Unit in Lopburi province. Interestingly, it was this unit that was linked to an alleged plot to assassinate Thaksin in late August, and it was the troops from Lopburi who played a major role on the night of the coup.

General Surayud has been strong in his support of the coup, arguing that it was necessary to avoid further conflict. This leads to the most recent and all too obvious contradiction in General Surayud’s career. The apolitical military professional is now a very political military-appointed and palace approved PM. General Surayud’s appointment makes it nearly impossible to distinguish the “civilian” government from the military and palace power base that joined forces to take over the country.

For the Thai audience, the military junta is banking on General Surayud’s carefully crafted reputation for incorruptibility, along with his connections to the military, the palace and General Prem to gain support for the coup. It is the palace connection that is critical. As a Democrat Party politician commented, “The most important qualification of General Surayud is he is so trusted by His Majesty the King…”.

The coup-makers realize that General Surayud is not well-known to an international audience. To burnish the new PM’s image and to promote the military-dominated government, teams of academics and PAD leaders, all of them eloquent supporters of the coup, are being dispatched to the US and UK. They will meet the international press, overseas Thais and various academic audiences in an effort to convince them that the coup was good for Thailand and that General Surayud leads a civilian government. Their task has been bolstered by the US’s quick recognition of the new prime minister.

Ambassador Ralph Boyce’s visit to General Surayud on his first day in office was highly symbolic. The US joins China as the first governments to unofficially anoint the military dominated government.

The appointment of the “civilian” Surayud, dressed in his ceremonial uniform and surrounded by the military coup-makers, as Thailand’s 24th prime minister indicates another set of contradictions in General Surayud’s career. The “democrat” has been appointed by a military junta. The “professional soldier” assists the repositioning of the military back on political centre-stage. The General, with no previous experience in government, must now set Thailand back on the road to democratization. This is going to be a daunting task for a man schooled in and supported by Thailand’s most hierarchical and conservative organisations.

2 thoughts on “◊ ‘ความไม่ลงรอยกันแห่งอดีตและปัจจุบันของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์’ จากมุมมองนักวิชาการนอก

  1. วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1364

    เงาสะท้อน

    ดวงตา วรรณศิลป์

    บทบาท”หลานกบฏ” บทบาท นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ บทบาท”ลูกคอมมิวนิสต์”

    ประเด็นที่เขียนถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ด้วยความคึกคักอย่างยิ่ง ย่อมเป็นประเด็นอันสรุปอย่างรวบรัดออกมาได้ว่า

    หลาน “กบฏ” ลูก “คอมมิวนิสต์”

    ที่สรุปมาได้เช่นนี้เพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมารดาชื่อ “อัมโภชน์” อันเป็นธิดาของ พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ)

    รับรู้กันว่า พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) คือสมาชิกคนสำคัญของ “กบฏบวรเดช”

    “กบฏบวรเดช” อันปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2476 เพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

    อันเป็นรัฐบาลของ “คณะราษฎร”

    การต่อสู้ครั้งนั้นกำลังด้านหลักมาจากกองทัพภาคที่ 2 นครราชสีมา แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้แก่กองกำลังของ “คณะราษฎร” ที่นำโดย พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) กระทั่ง กลายเป็น “กบฏ” ไปในที่สุด

    เพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นบุตรของ “นางอัมโภชน์” จึงย่อมเป็นหลาน พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ด้วยประการฉะนี้

    ขณะเดียวกัน น.ส.อัมโภชน์ ท่าราบ ก็เข้าพิธีมงคลสมรสกับนายทหารหนุ่มซึ่งต่อมาคือ พ.ท.โพยม จุลานนท์

    บุตรคนหนึ่งของสามีภรรยาคู่นี้ คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั้นเอง

    พ.ท.โพยม จุลานนท์ เป็นนายทหารโรงเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกับ จอมพลประภาส จารุเสถียร

    มีบทบาทในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2490

    ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพชรบุรี จากการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 29 มกราคม 2491

    เป็น ส.ส. อยู่ไม่นานก็ตระหนักว่าหนทางต่อสู้มิได้เป็นทางออกให้กับประชาชนอย่างแท้จริง จึงร่วมคบคิดกับเพื่อนนายทหารกลุ่มหนึ่ง เพื่อก่อการครั้งใหม่แต่ถูกจับกุมได้ก่อนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2491

    เรียกกันว่าเป็น “กบฏเสนาธิการ”

    จากนั้น พ.ท.โพยม จุลานนท์ ก็อยู่ในห้วงแห่งการดำดินอย่างยาวนาน ไปปรากฏอีกครั้งก็เมื่อเป็นตัวแทนแนวร่วมรักชาติแห่งประเทศไทย และกลายเป็นกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในที่สุด

    ขณะที่ลูกชายศึกษาอยู่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและออกรับราชการเป็นนายทหารกระทั่งได้เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

    ก่อนเป็น “นายกรัฐมนตรี” ก็อยู่ในฐานะเป็น “องคมนตรี”

    โดยความเป็นจริงของชีวิต พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อยู่ในฐานะเป็น หลาน “กบฏ” และลูก “คอมมิวนิสต์” อย่างที่มีการสรุปจริง

    แต่หากเกาะติดเส้นทางที่ดำเนินไปอย่างนิ้วต่อนิ้ว

    ความโน้มเอียงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาทางด้านของ พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) มากกว่าจะเป็นทางด้านของ พ.ท.โพยม จุลานนท์

    เพราะเขาอยู่ในจุดที่ต้องปราบปราม “คอมมิวนิสต์”

    ขณะเดียวกัน ผู้ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำงานอย่างใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างสูงกลับเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกและนายกรัฐมนตรี และที่สุดเป็นรัฐบุรุษและประธานองคมนตรี

    หลาน “กบฏ” ลูก “คอมมิวนิสต์” จึงกลายเป็น “นายกรัฐมนตรี” ด้วยประการฉะนี้

Comments are closed.