◊ ‘เอฟทีเอวอทช์’แถลงด่วน ดักคอสหรัฐบีบรัฐบาลชั่วคราวเร่งรัดเซ็นเอฟทีเอ


30 ก.ย.2549 – วานนี้ (29ก.ย.) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอวอทช์) จัดแถลงข่าว ‘สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค.’ แสดงข้อห่วงใยหลายประการหลังจากคณะปฏิรูปฯ ออกแถลงการณ์เดินหน้าการดำเนินนโยบายการค้าเสรีแนวทางเดิม >>


สารี อ๋องสมหวัง กล่าวว่า ดูจากรายชื่อที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของ คปค.แล้วมีความกังวลมาก เพราะล้วนแต่เป็นผู้เคยสนับสนุนและผลักดันเรื่องเอฟทีเอทั้งสิ้น โดยที่ผ่านมานั้นการเจรจาเอฟทีเอในประเทศไทยไม่มีกระบวนการที่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งที่ผลกระทบด้านลบจะเกิดขึ้นกว้างขวางเธอระบุด้วยว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากกำลังแก้กฎหมายสิทธิบัตร ยังจะแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาว่าการถ่ายเอกสารของนักศึกษาไม่ผิดเพราะเป็นไปเพื่อการศึกษา แต่เรากำลังจะมีกฎหมายลิขสิทธิ์แบบใหม่ที่การถ่ายเอกสารทำได้ไม่เกิน 10 บรรทัด หรือ การทำ temporary file ในอินเตอร์เน็ตก็อาจมีความผิด ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับกับข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯจักรชัย โฉมทองดี กล่าวว่า ปัญหาของเอฟทีเอที่มีกระบวนการไม่โปร่งใสและเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ของชาติโดยส่วนร่วมนั้น ทั้งสองแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะกระบวนการไม่ดีนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตราย ทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และก่อให้เกิดความแตกแยก เนื่องจากผลกระทบเป็นวงกระจายแต่ผลประโยชน์กระจุก

เขากล่าวอีกว่า รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในการสร้างพันธะกรณีในต่างประเทศไม่ว่าจะในระดับพหุภาคีหรือทวิภาคี เพราะว่าข้อตกลงทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกระดับ และเป็นแรงปรารถนาของประชาชนที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม หลายคนคิดว่าการทำรัฐประหารจะทำให้การเจรจาชะลอไปโดยปริยาย ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ก็ได้ประณามการทำรัฐประหาร แต่การทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจไม่มีข้อกำหนดใดที่ระบุว่าจะต้องทำกับประเทศที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งและมีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เช่น จอร์แดนและโมร็อคโค ก็ได้ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อมีรัฐบาลในอาทิตย์หน้า อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการดำเนินการเจรจาในทันที

จักรชัย ยังยกตัวอย่างกรณีรัฐบาลไทยที่มาจากรัฐประหารปี 2534 ด้วยว่า รัฐบาลชุดนั้นได้รับแรงกดดันจากนานาประเทศและมักมีความห่วงใยต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น จึงโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของต่างประเทศ มีการยอมตามข้อเรียกร้องของบริษัทยาข้ามชาติจนทำให้มีการแก้กฎหมายหลายฉบับ

“ไม่กี่สัปดาห์จากนี้ไป รัฐบาลมหาอำนาจจะไม่รีรอเดินหน้าทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์เทียนอันเหมินได้รับการประณามจากต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ แต่เมื่อไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ พบว่าการค้าขายและการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น และเป็นนาทีทองที่บริษัทข้ามชาติรู้ดีว่าสามารถเข้าไปยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้” จักรชัยกล่าวและว่า การเร่งทำข้อตกลงในช่วงรัฐบาลชั่วคราวนอกจากจะไม่ชอบธรรมและยังมีโอกาสเสียเปรียบด้วย

อย่างไรก็ตาม เขาระบุด้วยว่า กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ (TPA) จะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม 2550 หากสหรัฐฯ จะทำข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศใด ประธานาธิบดีบุชต้องยื่นเจตจำนงภายในวันที่ 2 เม.ย. 2550 และลงนามภายใน 30 มิ.ย. 2550 โอกาสยืดเวลาออกไปมีน้อยมาก และเท่าที่ผ่านมานักวิชาการทุกสำนักชี้ตรงกันว่าการใช้เวลาต่อรองถึงมิถุนายนปีหน้า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีข้อตกลงที่มีประโยชน์และเสมอภาค

กิ่งกร นรินทรกุล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเอาภาคเกษตรไปสังเวยหรือแลกกับสิ่งที่จะได้ เช่น อิเล็คโทรนิก สิ่งทอ หรือการร่วมทุนกับต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคม ในกรณีของจีน เราเอาสินค้าเกษตร 150 กว่ารายการที่เป็นผักและผลไม้ไปแลก ทำให้ราคาสินค้าผักและผลไม้ภายในประเทศตกลงถึง 60% เมื่อผักและผลไม้จากจีนทะลักเข้ามา การทำสนธิสัญญาเกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่น้อย เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคนได้รับผลกระทบ ดังนั้น มันจึงต้องมีกระบวนการที่มีคนเข้าร่วม หรือที่เราเรียกว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะ

ที่ผ่านมา ประชาชนโดนยึดอำนาจไปเยอะ ต้องมีกระบวนการคืนอำนาจให้ประชาชน สิ่งที่จะแสดงความจริงใจ คือพัฒนากระบวนการให้คนมีส่วนร่วมในการพิจารณานโยบายที่เกี่ยวพันกับชีวิตคน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากระบอบทักษิณที่ยึดอำนาจประชาชนไปแล้วก็ไปตัดสินใจเองโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม ในสมัยรัฐบาลคุณอานันท์ในปี 2535 มีการออกกฎหมายไปมากกว่า 400 ฉบับ ดังนั้นช่วง 6 เดือน – 1 ปีเป็นระยะอันตรายที่ทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาชนต้องจับตามอง

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กล่าวว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเอฟทีเอเป็นมรดกบาปของระบอบทักษิณ แต่ที่กังวลที่สุดขณะนี้ คือ คณะที่ปรึกษาต่างประเทศ และที่ปรึกษาเศรษฐกิจบางส่วนของคปค.มีส่วนร่วมในการสร้างมรดกบาป พยายามช่วยเหลือในการเซ็นเอฟทีเอโดยละเมิดรัฐธรรมนูญ

กรรณิการ์เพิ่มเติมรายละเอียดปัญหาเอฟทีเอในรัฐบาลก่อนว่า ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น การเซ็นกับจีน ทำให้มีการขยับวงโคจรของไอพีสตาร์และบางกลุ่มทุนได้ข้อมูลภายในจากการเซ็น สามารถส่งสินค้าไปได้ง่ายดายโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ในเอฟทีเอกับออสเตรเลีย ทำให้กลุ่มไอพีสตาร์ตั้งสถานีภาคพื้นในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ สินค้าที่ขายดิบขายดีคือการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่ผูกพันกับรัฐบาลชุดที่แล้ว มีการนำเข้าสินค้าราคาถูก เช่น เหล็ก ทองแดง ซึ่งผู้ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเปิดโรงงานไว้ล่วงหน้า ดังนั้น จึงน่าสนใจว่ามีการใช้ข้อมูลภายในหรือไม่ รวมทั้งตั้งแต่มีเอฟทีเอ อุตสาหกรรมแปรรูปนมจำนวนมากไม่ยอมใช้นมดิบของเกษตรกรไทยอีกเลย

เธอระบุว่า ในวันเดียวกันกับที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯประณามการรัฐประหารในไทย ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศท่าทีว่าพร้อมที่จะเดินหน้าเจรจาถ้ามีรัฐบาลโดยไม่ได้บอกว่ารัฐบาลต้องมาจากประชาชนหรือไม่

กรรณิการ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลทักษิณไม่ยอมเอาเอฟทีเอเข้าสู่การพิจารณารัฐสภาเพราะอ้างว่าไม่มีการแก้กฎหมายจากการเซ็นข้อตกลงนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้แก้กฎหมายไว้ก่อนเพื่อรองรับเอฟทีเอไว้แล้ว หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ร่างสุดท้ายขณะนี้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์และกำลังจะส่งเข้า ครม. มีข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ยื่นในการเจรจารอบ 6 ที่ผ่านมาบรรจุอยู่ไม่ต่ำกว่า 80% รวมถึงเรื่องที่ใหญ่ที่สุด คือ การตัดการคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตร หรือ pre-grant opposition