◊ กรรมการสิทธิแถลงต้องปฏิรูปการเมืองก่อนแก้รัฐธรรมนูญ

นายเสน่ห์ จามริก แถลงว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยย้ำว่า ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีส่วนร่วมอย่างหลอกๆ และการปฏิรูปการเมืองต้องมาก่อนการร่างรัฐธรรมนูญ >>

ประชาไท—29 ก.ย. 2549 ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายเสน่ห์ จามริกนางสุนี ไชยรส คุณหญิงอัมพร มีศุข นายสุรสีห์ โกศลนาวิน และนายจรัล ดิษฐาภิชัย ร่วมกันแถลงท่าทีของคณะกรรมการสิทธิต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยนายเสน่ห์ จามริก แถลงว่ากระบวนกรร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยย้ำว่า ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีส่วนร่วมอย่างหลอกๆ และการปฏิรูปการเมืองต้องมาก่อนการร่างรัฐธรรมนูญ“ปัญหาต่างๆ ตอนนี้น่าจะเริ่มจากการปฏิรูปการเมืองเป็นหลักไม่ใช่เริ่มด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะถ้าไปแก้รัฐธรรมนูญก็จะเข้าไปสู่กลไกเกมอำนาจ ทำให้การเมืองไทยซ้ำซาก ฉะนั้นในแนวทางที่ผ่าออกไปก็คือยึดถือการปฏิรูปในจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องตามหลังไม่ใช่มาก่อน”

ทั้งนี้นายเสน่ห์ระบุว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็คือกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น

“เป็นห่วงที่กระบวนการร่างฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ไม่อยากให้ไปถกเถียงกันที่มาตรานี้มาตรานั้น แต่การร่างฯต้องอยู่ในความดูแลรับผิดชอบขอประชาชนด้วย และกระบวรการประชาพิจารณ์ที่เป็นกระบวนการหลอกๆ อย่างที่ผ่านมา เราอยากทำให้มันเป็นจริง”

พร้อมกันนี้ ทางกรรมการสิทธิได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะปฏิรูปการปกครอง โดยมีใจความเน้นย้ำว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บัญญัติ และให้ตัดข้อความที่ว่า “ทั้งนี้ตามด้วยกฎหมายบัญญัติ” ทิ้งไป

“ที่เสนอให้ยกรับธรรมนูญ 2540 มาทั้งหมดเพราะเป็นพัฒนาการขั้นล่าสุดที่มาจากการเรียกร้องต่อสู้ของประชาชนไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เสียเปล่า น่าจะหยิบยกมาเป็นหลักเพื่อให้พัฒนากรรทางการเมืองต่อเนื่องไป เพราะที่ผ่านมาเรามักจะเริ่มใหม่เสมอทำให้การเมืองก้าวกระโดด ไม่อยากให้พัฒนาการของเราต้องหยุดชะงักไปเราขอย้ำว่าขอให้ตัดข้อความคำว่าตามที่กฎหมายบัญญัติ เพราะนี่คือกับดักของประชาธิปไตยเพราะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือของคนที่มีอำนาจ”

“ไม่ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญที่สวยหรูอย่างไรก็ตามแต่ถ้าประชาชนไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันสิทธิของตัวเองก็ไร้ความหมาย” นายเสน่ห์กล่าวพร้อมกับสรุปว่า ไม่ว่าเราจะมองการยึดอำนาจครั้งนี้ดีหรือร้ายอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะละเลยไม่ได้คือความระแวดระวังของเราที่จะมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงในความประพฤติปฏิบัติของผู้มีอำนาจ เราก็มีบทบาทที่ต้องรับผิดชอบความเป็นไปในบ้านเมืองเหมือนกัน และการรัฐประหารครั้งนี้แตกต่างไปจากการรัฐประหารที่ผ่านๆ มาเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้นหากประชาชนช่วยกันจับตา และระแวดระวัง ก็จะทำให้ คปค. ต้องกระทำการใดๆ ด้วยความระแวดระวังเช่นกัน

สำหรับกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น นางสุนี ไชยรส กล่าวว่า กรรมการสิทธิจะดำเนินการร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ คู่ขนานกันไปกับการดำเนินงานของฝ่ายรัฐบาล โดยจะทบทวนรัฐธรรมนูญเก่า และเสนอประเด็นใหม่ คู่ขนานกันไป และคาดหวังว่าจะต้องประกันให้สิทธิของชุมชนเป็นจริงให้ได้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

000

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง ต้องประกันความอิสระและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเพือปฏิรูปการเมือง

ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุลแถลงยืนยันจะให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน และสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะถอนตัวเออกภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2549 นั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นด้วยและขอสนับสนุนการตัดสินใจเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อการนี้จึงขอเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วและยกเลิกคำสั่งที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎอัยการศึก และการห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อนำไปสู่การปฏิรูกทางการเมืองที่ประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน และความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเจตนารมณ์สร้างสรรค์ของคณะปฏิรูปฯ และเป็นหลักประกันให้การดำเนินการต่างๆ ได้เป็นไปเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะเร่งด้วยก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวดังนี้

1. ควรนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยเฉพาะหวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และตัดข้อความว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งจากประสบการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพบว่าข้อความดังกล่าวกลับกลายไปเป็นเพครื่องมือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

2. ต้องกระกันความอิสระ และการมีส่วนร่วมของภาคสังคมอย่างแท้จริงในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นดำเนินการด้านต่างๆ กล่าวคือ

2.1 สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมีความอิสระ ประกอบด้วยตัวแทนที่คัดเลือกกันเองจากภาคส่วนสังคมต่างๆ อย่างชัดเจน ทั่วถึง และทุกระดับขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่ระดับสมัชชาแห่งชาติลงไปถึงระดับสภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

2.2 กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต้องเป็นไปอย่างจริงจัง เริ่มกันตั้งแต่ก่อนยกร่าง โดยอาศัยการนำเอารัฐธรรมนูญฉบับิ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดประกอบเป็นหลักการและแนวทางให้ทุกภาคส่วนสังคมได้รับทราบโดยตรงและทั่วถึง เพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก่อนการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ โดยมีการกำหนดกลไกและขั้นตอนของกระบวนการรับฟังตลอดจนกระบวนการร่างและพิจารณาร่าง มิใช่ใช้วิธีการยกร่างก่อนแล้วจึงนำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสที่ทุกภาคส่วนสังคมได้มีส่วนรับรู้เรียนรู้ และรับผิดชอบต่อความเป็นไปของประเทศชาติ โดยแท้จริง

2.3 ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการประชามติ ให้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ต้องนำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และประกาศใช้ได้เลย

3. ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะที่ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางการปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอด ทั้งก่อนและในช่วงวิกฤติความขัดแย้ง ก็ยังจะได้ดำเนินการสืบเนื่องต่อไป โดยเน้นในประเด็นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นส่วนต่างๆ ทั้งส่วนการปกครองท้องที่ และส่วนชุมชนฐานทรัพยากรท้องถิ่น ได้เรียนรู้เพิ่มพูนขีดความสามารถพึ่งตนเองและมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมืองโดยตรง และทั้งเป็นหลักประกันมิให้ต้องตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและปลุกปั่น ชักจูงได้โดยง่าย ดังที่เป็นมาจนถึงขณะนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากคณะปฏิรูปฯ และรัฐบาลที่ขจัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวต่อไป

ทั้งหมดที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินำเสนอมานี้ ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้เจตนารมณ์ของมหาชนคนไทย ได้รับการตอบสนองด้วยดี และหวังเป็นอย่างยิ่งส่า การดำเนินการใดๆ ในช่วงนี้ จะได้เป็นไปเพื่อเป้าหมายของการปฏิรูปการเมืองเป็นหลักใหญ่ โดยการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนสังคมทั้งหลายทุกระดับ จึงจะสามรถฟันฝ่าอุปสรรคของสังคมไทยร่วมกันได้ในที่สุด

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
29 กันยายน 2549