◊ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนเพิกถอน “กระบวนการสรรหา 14 ว่าที่ กสช.”


ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนเพิกถอนประกาศรับรองว่าที่ 14 กสช. และยกเลิกกระบวนการสรรหา กสช. ปิดฉากกระบวนการสรรหา กสช.ชุดประวัติศาสตร์ที่ใช้เวลายาวนานถึง 6 ปีเศษ >>



28 ก.ย.2549 – นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีนายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้สมัคร กสช.ยื่นฟ้องสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และคณะกรรมการสรรหา กสช. โดยมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเพิกถอนประกาศ สปน.ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กสช. และเพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหา กสช.ว่าด้วยรายชื่อ 14 บุคคลที่จะเสนอชื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เป็น กสช.ต่อไป
ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีทั้งประเด็นที่เห็นตามและเห็นต่างจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางหลายประเด็น ซึ่งประเด็นที่สำคัญและถือว่าจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการสรรหา กสช. หากจะมีกระบวนการสรรหาครั้งใหม่ต่อไป คือกรณีที่ศาลปกครองกลางเห็นว่านายสมพร เทพสิทธา อดีตประธานคณะกรรมการสรรหา กสช.พ้นสภาพเนื่องจากขาดคุณสมบัติเบื้องต้นของการเป็นกรรมการสรรหา กสช. เพราะหมดวาระการเป็นกรรมการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งนายสมพรมาเป็นตัวแทน แม้ว่าฝ่าย สปน.จะมีการโต้แย้งว่านายสมพรยังมีสภาพเป็นกรรมการขององค์กรอื่นที่เข้าข่ายตามกฎหมายก็ตาม แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่าองค์กรที่ถูกกล่าวอ้าง ทั้งสมาคมเสริมสร้างเอกลักษณ์ไทย และสภายุวพุทธิกะสมาคม ต่างเคยส่งตัวแทนเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการสรรหา กสช. ของตนเองมาแล้วซึ่งไม่ใช่นายสมพร จึงไม่อาจนำไปอ้างว่าเป็นตัวแทนของทั้งสององค์กรได้ ดังนั้นการขาดคุณสมบัติของนายสมพร มีผลให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา กสช. ไม่ครบตามกฎหมาย ผลของการสรรหาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ซึ่งประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
ส่วนที่ สปน.แย้งว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากการสรรหาผ่านกระบวนการคัดเลือกของวุฒิสภาจนได้ว่าที่ กสช.7 คนแล้ว อันเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัตินั้น และศาลปกครองกลางเห็นว่ากระบวนการสรรหา กสช.เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งถือว่ากระบวนการสรรหาเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง วุฒิสภาก็เป็นเพียงอีกองค์กรที่กฎหมายกำหนดให้ร่วมคัดเลือกด้วย ผู้เสียหายจึงมีอำนาจฟ้องและคดีก็อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุดก็เห็นพ้องด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า ด้วยความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ ระหว่างกรรมการสรรหาบางราย คือนายสมมาตร สถิตย์เสถียร และนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี กับนายชั้น พูนสมบัติ 1 ใน 14 ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา กสช. ซึ่ง สปน.อุทธรณ์ว่าไม่น่าจะมีความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่มีผลต่อการคัดเลือก เนื่องจากนายชั้นถือหุ้นเพียง 10,000 หุ้นในบริษัท KCS ประเทศไทย ที่นายสมมาตร และนางอรุณีประภา เป็นกรรมการบริหาร ซึ่งบริษัทนี้มีหุ้นทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น และศาลปกครองกลางพิเคราะห์ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรม เนื่องจากนายชั้นเคยเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในขณะที่นายสมมาตร และนางอรุณีประภาเป็นกรรมการบริหารในบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวกับด้านสื่อสาร ซึ่งประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง รวมทั้งกรณีที่นายพนา ทองมีอาคม และนายวินิจ สุรพงษ์ชัย 2 ใน 14 ผู้ได้รับการคัดเลือก แจ้งคุณสมบัติไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ระบุในกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดย้ำตามความเห็นของศาลปกครองกลางว่า การที่บุคคลทั้งสองอ้างความเป็นอาจารย์สอนในสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้ที่เคยผ่านอบรม ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ไม่ได้มีความหมายตรงกับคำว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจตามลำดับ เมื่อไม่มีการแจ้งมา กรรมการสรรหา กสช.จะไปอ้างเองว่าทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญในทั้งสองด้านไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องตามศาลปกครองกลาง คือกรณีที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยความสัมพันธ์ที่มีสภาพร้ายแรง ระหว่าง พล.อ.สุนทร โสภณศิริ กรรมการสรรหา กสช. กับ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล และนางสุพัตรา สุภาพ เนื่องจาก พล.อ.สุนทร เคยเป็นอดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 และกรรมการบริหาร บริษัท ททบ.5 เรดิโอ จำกัด ขณะที่ พล.อ.ธงชัย และนางสุพัตรา เป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องกันนั้น ศาลปกครองสูงสุดกลับเห็นว่าสภาพความสัมพันธ์ดังกล่าวได้พ้นไปแล้ว เนื่องจาก พล.อ.สุนทร และ พล.อ.ธงชัยได้เกษียณอายุราชการมาเกือบ 2 ปี รวมทั้งไม่มีหุ้นในบริษัทดังกล่าวกว่า 1 ปีครึ่งแล้ว

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ทำให้กระบวนการสรรหาต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ภายในการบริหารของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะองค์กรฝ่ายธุรการตามกฎหมาย ซึ่งกระบวนการสรรหาตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลายาวนานเป็นประวัติการณ์ถึง 6 ปีเศษ

ที่มา เว็บไซต์ผู้จัดการ