◊ เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิร้อง สตง.ช่วยตรวจสอบงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ


เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง พร้อมเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ 6 จังหวัด เดินทางเข้าพบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิของรัฐบาลชุดที่แล้ว และขอให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับบริจาคในการแก้ปัญหาผู้ประสบภัยสึนามิของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง >>




ประชาไท – 28 ก.ย.2549 เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง พร้อมเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ 6 จังหวัด ได้เดินทางเข้าพบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2549 เพื่อนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิของรัฐบาลชุดที่แล้ว และขอให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับบริจาคในการแก้ปัญหาผู้ประสบภัยสึนามิของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ 6 จังหวัด 182 ชุมชน ประมาณ 30,000 คน มีประเด็นข้อเสนอและข้อสังเกตที่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินควรจะเข้าไปพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนี้
ประมวลความคิดเห็น/ข้อสังเกต จากการใช้งบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ1. ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณในศูนย์พักอาศัยชั่วคราวในทุกพื้นที่
2. ตรวจสอบการใช้งบประมาณและการสร้างบ้านพักถาวรที่มีการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
3. ตรวจสอบงบประมาณการพิสูจน์เอกลักษณ์คนตาย และการจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับญาติ
4. ตรวจสอบการให้ทุนการศึกษาเด็กที่ประสบภัย (คนละ 15,000 บาท) ที่ได้ไม่ครบและไม่ครอบคลุม
5. บ้านถาวรที่สร้างด้วยเงินบริจาคในที่ดินราชพัสดุ ผู้ประสบภัยต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเป็นรายเดือน (ค่าเช่าที่ดินเป็นรายปี)
6. ตรวจสอบเกณฑ์การพิจารณาและกระบวนจ่ายเงินงบประมาณในการชดเชยในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องบ้าน ที่ดิน เรือประมง เครื่องมือ อาชีพ ผลอาสิน
7. ตรวจสอบเป้าหมายและเจตนาการใช้งบประมาณที่เป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงานของถึงรัฐบาลและส่งเสริมการลงทุนท่องเที่ยวมากกว่าคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยสึนามิ เช่น
-ใช้งบประมาณ 600 ล้านบาทในการออกแบบและจัดสร้างอนุสรณ์สถาน
-ใช้งบประมาณ 300 ล้านบาทในการจัดงาน 1 ปีสึนามิ
-ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทในการจัดเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส
8. ตรวจสอบการติดตั้งและการจัดซื้ออุปกรณ์สัญญาณเตือนภัยในทุกพื้นที่
9. ตรวจสอบการใช้งบประมาณในการฟื้นฟูถนนและระบบสาธารณูปโภค
10.ตรวจสอบกรณีคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในทุกเรื่อง (เพราะไม่มีบัตรประชาชน)
11.การไม่ได้รับความช่วยเหลือในการฟื้นฟู และจากนโยบาย อพท.ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ซ่อมสร้างสิ่งปลูกสร้าง เช่น เกาะพีพี
12.กรณีผู้เสียชีวิตทีหลังที่มีผลต่อเนื่องมาจากสึนามิ ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ
13.ขอเรียกร้องให้อดีตรัฐบาลจัดทำหนังสือคู่มือชี้แจงงบประมาณของรัฐ รวมทั้งเสนอตัวเลขงบบริจาคทั้งหมด ตลอดจนเสนอบัญชีการใช้จ่ายที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงยอดเงินงบประมาณที่ยังเหลืออยู่
จากการเกิดภัยสึนามิ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย และมีข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประสบภัย สึนามิในการแก้ปัญหาต่างๆ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาลที่ผ่านมา โดยมีสาระดังนี้

เรื่องที่ดิน

1. ประกาศเป็นชุมชนถาวร โดยออกเป็นโฉนดร่วมของชุมชนหรือเอกสารรับรองสิทธิชุมชนอื่นใดที่เป็นการรับรองให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ชั่วลูกหลาน เพื่อชุมชนจะได้มีสิทธิในการพัฒนาสาธารณูปโภคและอื่นๆอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกรณีชุมชนที่อยู่ในที่ดินรัฐ เช่น ป่าชายเลน กรมเจ้าท่า อุทยานฯลฯ ที่อยู่อาศัยก่อนการเกิดภัยพิบัติ

2. กรณีชุมชนที่มีข้อพิพาทเอกชน แต่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานของการตั้งถิ่นฐานและการใช้ประโยชน์จริง เช่น มีบ้านเรือน สุสาน ที่ประกอบพิธีกรรม พืชผลฯลฯ หรือมีการตรวจสอบโดยแผนที่ทางอากาศแล้วพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ เช่น ชุมชนบ้านไร่ ชุมชนแหลมป้อม ชุมชนทับตะวัน ชุมชนทับยาง ฯลฯ ให้ประกาศเป็นเขตชุมชนถาวร ตามหลักการข้างต้น

3. เร่งดำเนินการสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟ ในชุมชนพื้นที่ธรณีพิบัติทั้ง 6 จังหวัด ให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึง เช่น ที่จ.ภูเก็ตชุมชนประมาณ 20 แห่ง ใช้น้ำไฟแพงกว่าคนทั่วไป ฯลฯ

เรื่องคนไทยพลัดถิ่นและชาวเล

1. กรณีคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปีหลังจากมีการแบ่งดินแดนระหว่างไทยกับพม่า ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิและไม่ได้รับการช่วยเหลือ ให้ดำเนินการดังนี้

– รับรองบัตรประจำตัวที่เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยทำขึ้น เป็นการเบื้องต้น เพื่อจะได้ใช้และรับสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน เช่น การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย การเดินทาง การรักษาสุขภาพ และการสมัครงานพร้อมทั้งป้องกันการจับกุมและการรีดไถ

– กรณีคนพลัดถิ่นจำนวน 20,000 คน ให้มีการเร่งสำรวจทำทะเบียน สืบค้นประวัติ โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับตัวแทนเครือข่ายแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ระนอง พังงาประจวบคีรีขันธ์ และดำเนินการเพื่อคืนสัญชาติโดยเร่งด่วน

2. กรณีชาวเล ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทั้งกลุ่มมอแกน และอุรักลาโว๊ย ที่มีอาชีพขนาดเล็กและมีวิถีชีวิตเรียบง่าย มีวัฒนธรรมประเพณีเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว แต่กำลังจะถูกลบเลือนไป มีข้อเสนอดังนี้

– ให้มีการลงทะเบียนและมีบัตรประจำตัวครบทุกคน
– ประกาศพื้นที่อนุรักษ์พิเศษให้กับชาวเล ในการทำมาหากิน ที่อยู่อาศัย สุสานที่ประกอบพิธีกรรม ฯลฯ เพื่อมิให้ถูกรุกรานจากการพัฒนาสมัยใหม่ และเป็นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
– สนับสนุนการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนและวัฒนธรรมชาวเลอย่างจริงจัง

เรื่องนโยบายรัฐบาล

ยกเลิกเรื่องนโยบายรัฐ เช่น อพท. โฉนดน้ำ หรือโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องต่อวิถีชีวิตชุมชนและทรัพยากรชายฝั่งทะเล ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ที่ผ่านมาภาคประชาชนจะถูกกล่าวอ้างมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่การพัฒนาถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง โดยประชาชนเป็นผู้รอรับเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการกำหนดความต้องการของตนเอง ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ภาคประชาชน เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาชีวิต, ชุมชนและประเทศชาติ ซึ่งทุกรัฐบาลจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ โดยนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

หมายเหตุ:

เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง ประกอบด้วย เครือข่ายชุมชนอุบลฯ, เครือข่ายชุมชนขอนแก่น, เครือข่ายผู้ติดเชื้อ, เครือข่ายนครศรีธรรมราช, เครือข่ายเมืองน่าอยู่ภาคกลาง, เครือข่ายสามจังหวัดภาคใต้, เครือข่ายวิทยุชุมชนนราธิวาส, เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต, เครือข่ายวิทยุชุมชนบ้านน้ำเค็ม, เครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา, เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ, เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น, เครือข่ายเมืองน่าอยู่ภาคใต้, เครือข่ายเมืองน่าอยู่ภาคเหนือ, เครือข่ายเมืองน่าอยู่ภาคอีสาน, เครือข่ายพิจิตร,เครือข่ายพิษณุโลก, เครือข่ายนครสวรรค์, เครือข่ายเชียงใหม่, กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดร, เครือข่ายชุมชนกรุงเทพมหานคร, องค์กรเครือข่ายชุมชนรักษ์เกาะเสม็ด, กลุ่มไทอุบลฟอรั่ม, เครือฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรมแม่ฮ่องสอน, เครือข่ายฟืนฟูศิลปินอันดามัน