◊ พ้นจากทักษิณ ใครว่า เอฟทีเอไทย-สหรัฐ หายห่วง !?!

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย สุขุม ชีวา

หลังจากอดีตนายกฯ ทักษิณ กระเด็นออกจากอำนาจ หลายคนที่เคยกังวลเกี่ยวกับ เอฟทีเอไทย-สหรัฐ ที่เคยเดินหน้าในอัตราเร่งแบบขาดความโปร่งใส เพราะไม่ผ่านสภาทั้งที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างหลากมิติอาจจะวางใจ แต่ ‘กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา’ นำเสนอตัวอย่างให้วางใจไม่ลง บางทีนี่อาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้ ถ้าไม่ระวัง ! >>

ภายหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ขบวนรถถังขับเคลื่อนเข้าควบคุมจุดสำคัญตามตัวเมืองใหญ่ กำลังทหารกระจายอยู่ทั่วทุกมุมถนน ภาวะอึมครึมทางการเมืองที่มองไม่เห็นทิศทางว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้งคือการเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ กลับมีความชัดเจนในบางแง่มุม กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ผู้ประสานงานเอฟทีเอวอช์ท (FTA Watch) วิเคราะห์การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ก่อนและหลังเหตุการณ์ 19 กันยา ที่จะมีผลสะเทือนอันมหาศาลต่อประเทศไทยไว้ให้คนไทยที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ต้องกลับมานั่งขบคิดแกมวิตกกังวล

000

ก่อนหน้าที่จะเกิดการยึดอำนาจการปกครองของคณะปฏิรูปฯ วิเคราะห์การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ อย่างไร


ก่อนหน้านี้เราวิเคราะห์กันว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐจะเกิดขึ้นทันไหม สมมุติมีการเลือกตั้งขึ้นมา ซึ่งอาจมีการเลือกตั้งอย่างช้าเดือนพฤศจิกายน และตั้งรัฐบาลใหม่กว่าจะเสร็จก็ปลายปี อีกส่วนหนึ่งคือมันมีล็อคเวลาตามเงื่อนไขของตัวกฎหมายเจรจาการค้าของสหรัฐที่ชื่อ Trade promotion act หรือ TPA (ทีพีเอ-อ่านอธิบายเพิ่มเติมท้ายบทสัมภาษณ์) ซึ่งมันจะหมดอายุตอนสิ้นเดือนกรกฎาคม ปี 2550

ทีพีเอ เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจกับฝ่ายบริหารของสหรัฐในการเจรจาการค้าภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจที่มากพอสมควร เพราะถ้าไม่มีทีพีเอ การพิจารณาจะต้องผ่านรัฐสภา(ของสหรัฐเอง)ทุกขั้นตอนทุกประเด็นที่ทำการเจรจา ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมากที่สหรัฐจะไปเจรจากับใคร แต่ทีพีเอก็มีเดตไลน์
ประธานาธิบดีบุชต้องรีบเซ็นต์สัญญาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ หรือกับประเทศใดก็ตาม ภายในวันที่ 2 เมษายน เพราะจากวันที่ 2 เมษายนไปถึง 30 มิถุนายน ปี 2550 เป็นช่วงเวลาต้องนำเรื่องเข้าสภาเป็นเวลา 3 เดือน คือสภาจะมีเวลาพิจารณา 90 วัน

เราก็วิเคราะห์กันว่าถ้ารัฐบาลใหม่มา ซึ่งแม้จะเริ่มเจรจากันจริง ๆ ภายใน 3-4 เดือนก็คงไม่ทัน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ ที่แย้งกัน เรื่องการขยายสิทธิบัตรยา สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต เป็นประเด็นที่มีคนค้านกันเยอะ มีความเซ็นซิทีฟ ถ้ามีรัฐบาลใหม่ปุ๊บเปิดขึ้นมา จะเจรจายังไงเราก็ค่อนข้างวางใจว่าไม่น่าจะผ่านได้

แล้วช่วงเวลาที่เป็นรัฐบาลรักษาการมีความพยายามเคลื่อนไหวเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐหรือไม่
ตามหลักการแล้วทำการเจรจาไม่ได้ แต่ที่เรารู้มาว่า ทางฝ่ายการเมืองก็เตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ถ้าถามว่ามีการเจรจาเป็นทางการไหม ก็ไม่มีการเจรจา แต่กระบวนการเตรียมการทำโน่นทำนี่ต้องบอกว่าไม่มีหยุดเลย อย่างกระบวนการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร ซึ่งแก้ไขเพื่อไปตอบสนองกับสิ่งที่สอดคล้องกับเอฟทีเอไทย-สหรัฐ สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ช่องว่างของกฎหมายที่บอกว่าถ้าทำสัญญาใด ๆ ก็ตามที่ไม่แก้ไขกฎหมาย ก็ไม่ต้องนำเข้าสภา (ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา) ซึ่งรัฐบาลก็จัดการแก้ไขเสียก่อน

หมายความว่ารัฐบาลก็รีบแก้ไขกฎหมายแต่เนิ่น ๆ

นี่คือลูกเล่น เราเรียกร้องให้การเจรจาต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เขาก็อ้างว่าการทำสัญญาอันนี้ไม่ได้แก้ไขกฎหมาย เพราะมีรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ระบุไว้ว่า การทำสัญญาใดๆ ที่ส่งผลให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย หรืออำนาจอธิปไตย หรือขอบเขตของรัฐ ต้องนำเรื่องเข้าสภา รัฐบาลก็มีลูกเล่นว่านี่ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมาย ดังนั้นก็ไม่ต้องนำเข้าสภา แต่ความจริงคือว่ามีการแก้ไขกฎหมายไปก่อนแล้ว อย่างกรณีประเด็นเรื่องสิทธิบัตรที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ ณ ตอนนี้ ก็ยังมีการดำเนินการไปในทิศทางที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐภายใต้เอฟทีเอไทย-สหรัฐ

ถ้าเกิดแก้ไขกฎหมายในประเด็นสิทธิบัตรจนสำเร็จตามที่สหรัฐเรียกร้องจะเกิดอะไรขึ้น

ก็หมายความว่าเราต้องใช้กฎหมายสิทธิบัตรในระดับการควบคุมเดียวกันกับสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องเสียหายอย่างหนักตามมาอีกเยอะมาก นี่เป็นแค่ประเด็นหนึ่งที่ชี้ให้เห็น ณ เงื่อนเวลาก่อนมีคณะปฏิรูปฯ ซึ่งเราประเมินว่าแม้สถานการณ์การเมืองไม่เสถียรภาพสักเท่าใด รัฐบาลที่จะมาใหม่ก็ไม่ค่อยเข้มแข็ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะถ่วงไม่ให้การเจรจาบรรลุได้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าไม่ทันทีพีเอ จะทำให้เราปลอดภัยจากเอฟทีเอไทย-สหรัฐไปอีกนาน

แสดงว่าการทำเอฟทีเอที่สำเร็จไปแล้วที่ผ่านมา ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

ไม่มีเอฟทีเอตัวไหนผ่านรัฐสภา ไม่มีเลย

แต่ภายหลังการยึดอำนาจการปกครองของคณะปฏิรูปฯ เมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา กระบวนการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

การวิเคราะห์ล่าสุดภายใต้สถานการณ์ใหม่ ที่เราจะมีรัฐบาลใหม่ภายใน 2 สัปดาห์นี้ ถ้ารัฐบาลใหม่ซึ่งจะมาจากพลเรือนหรือไม่ก็แล้วแต่หรือเป็นเหมือนรัฐบาลสมัยอานันท์ ที่มีอายุประมาณ 1 ปี ทำหน้าที่จัดกระบวนการเลือกตั้ง ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลแบบนี้จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จมาก

ซึ่งหากจำกันได้ในสมัยรัฐบาลอานันท์ อะไรที่สหรัฐเรียกร้องมารัฐบาลสมัยนั้นยินยอม ในปี 2535-2536 เป็นปีที่เราแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรเป็นครั้งแรกตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ และเป็นการรับรองสิทธิบัตรในระดับก้าวหน้า ซึ่งมากกว่าที่เราควรจะให้ คือในข้อตกลงดับเบิ้ลยูทีโอ (World trade organization, WTO) ที่ให้โอกาสแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการชะลอใช้กฎหมายตามข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ประมาณ 7-10 ปี เพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาก่อนจะไปยอมรับสิทธิบัตรในระดับก้าวหน้า อินเดียในตอนนั้นก็ไม่ยอมรับ แต่อินเดียได้เริ่มประกาศใช้สิทธิบัตรไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสิทธิบัตรระดับเดียวกับที่ไทยเราประกาศใช้ไปเมื่อปี 2535

นั่นก็คือว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาภายหลังคณะปฏิรูปฯ สถานะต่าง ๆ จะค่อนข้างง่อนแง่น ต่างประเทศก็จะใช้ข้อกล่าวหาที่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของรัฐบาลที่จะเกิดใหม่นี้ ดังนั้นอย่างสหรัฐก็จะเข้ามาบีบเราได้ง่าย อาจเป็นไปได้ว่าเอฟทีเอไทย-สหรัฐ อาจเจรจาเสร็จภายในรัฐบาลใหม่นี้ นี่คือการวิเคราะห์ล่าสุดหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน

000

*U.S. Trade Promotion Authority Act of 2002 เป็นกฎหมายที่ให้อํานาจแก่รัฐบาลอเมริกันในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยวิถีด่วน (Fast Track Negotiation) รัฐสภามีอํานาจเพียงแต่ให้ความเห็นชอบหรือปฏิเสธข้อตกลงการเจรจาทั้งฉบับ โดยไม่มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อตกลงนั้น

ทั้งนี้เพราะสหรัฐฯ ไม่อยากเป็นผู้ตามในโลกการค้าเสรีที่ตนได้ชื่อว่าเป็นผู้นํา ขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โรเบิร์ต โซลลิค กล่าวว่า TPA จะส่งเสริมการค้าเสรีของโลก และจะใช้ TPA ในการเจรจาการค้ากับนานาประเทศ

(เรียบเรียงและอ้างอิงจาก www.thailandwto.org ในเอกสาร PDF ชื่อเรื่อง U.S. Trade Promotion Authority Act of 2002 โดย ศิวัช อ่วมประดิษฐ์ ผู้ช่วยวิจัยประจําโครงการ WTO Watch)