◊ บทความ: ชำนาญ จันทร์เรือง ‘ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏ?’

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ไม่ว่าเราจะเคยอยู่กลุ่มที่เอาทักษิณหรือไม่เอาทักษิณก็ตาม แต่การยึดอำนาจการปกครองเมื่อคืนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาก็ได้แยกสลายความเป็นกลุ่มทั้งสองเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าได้เกิดกลุ่มใหม่ขึ้นมาแทน คือ กลุ่มที่หนึ่ง ไม่เอาทักษิณแต่เอารัฐประหาร กลุ่มที่สอง ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร กลุ่มที่สาม เอาทักษิณแต่ไม่เอารัฐประหาร และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่สี่ ที่เอาทั้งทักษิณและเอาทั้งรัฐประหาร >>

ไม่ว่าเราจะอยู่กลุ่มไหนก็แล้วแต่ เราก็คือประชาชนภายใต้รัฐไทยด้วยกันทุกคน เราจึงควรที่จะมาหาแนวทางร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาให้เร็วที่สุดและสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุดตามแบบนานาอารยะประเทศทั้งหลายจะพึงมี

ก่อนอื่น…
เราต้องทำความเข้าใจกับคำว่า ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏ เสียก่อนว่า แท้จริงแล้วคืออะไร

การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม

การปฏิวัติเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ ซึ่งหากสภาพสังคมไม่สุกงอมเต็มที่ หรือสภาพสังคมยังไม่พร้อมแล้ว การปฏิวัติจะเป็นไปได้ยากมาก ตัวอย่างของการปฏิวัติที่ผ่านมาก็คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซีย การปฏิวัติจีน และการปฏิวัติเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ของไทยเราที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเต็มในการปกครองประเทศ มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

การรัฐประหาร (Coup d’état) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาล หรือผู้ปกครองประเทศ แล้วจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้ผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมา โดยที่รูปแบบการปกครองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด มีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป

รัฐประหารจึงเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นโดยกลุ่มทหาร เพราะทหารถูกฝึกมาอย่างมีระเบียบวินัย มีกำลังพลอาวุธในมือ จึงมีศักยภาพในการทำรัฐประหารในสถานการณ์ที่ปัจจัยภายนอกคือประเทศชาติประสบปัญหาความวุ่นวาย ประกอบรวมเข้ากับปัจจัยภายในกองทัพคือ การที่ทหารต้องสูญเสียผลประโยชน์หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองมากเกินไป และเมื่อปัจจัยทั้งสองอย่างประสานกันได้อย่างเหมาะสมแล้ว จึงเป็นที่มาของข้ออ้างในความชอบธรรมของการทำรัฐประหาร

ประเทศที่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้น มักเป็นประเทศที่ประชาชนไม่ค่อยชอบเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การหยุดชะงักทางการเมืองด้วยกระบวนการรัฐประหารจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากประชาชนเข้ามามีกิจกรรมทางการเมืองสม่ำเสมอโดยมิใช่เพียงแต่หย่อนบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น (One day democracy) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คืออินเดียที่แม้ว่าจะยากจนและมีอัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าเรา แต่ก็ไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง

การทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องเตรียมการอย่างปิดลับอย่างยิ่งยวดและใช้เวลารวดเร็วฉับพลันแล้ว ภายหลังจากการรัฐประหารจะต้องสร้างอุดมการณ์ของชาติขึ้นมาเสมอ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกฮือขึ้นต่อต้านจากประชาชนนั่นเอง

ตัวอย่างของการรัฐประหารของไทยมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายึดอำนาจโดยใช้ชื่อว่าคณะปฏิวัติฯ คณะปฏิรูปฯ คณะ รสช. ฯลฯ และล่าสุดก็คือคณะปฏิรูปฯ เมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น

การกบฏ หรือ ขบถ (Rebellion) นั้น หมายถึงการที่กลุ่มคนพยายามทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารแต่กระทำไปไม่สำเร็จ จึงได้ชื่อว่าเป็นกบฏนั่นเอง ตัวอย่างของไทยเราก็เช่น กบฏบวรเดช กบฏนายสิบ กบฏเสนาธิการหรือกบฏนายพล กบฏวังหลวง กบฏแมนฮัตตัน กบฏ ๒๖ มีนาคม (พล.อ.ฉลาด) กบฏเมษาฮาวายหรือกบฏยังเติร์ก กบฏสองพี่น้อง ฯลฯ

การเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นวงจรอุบาทว์ เพราะเป็นการวนเวียนระหว่างการทำรัฐประหาร นำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แล้วจึงนำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อมาก็จัดให้มีการเลือกตั้ง และย้อนกลับไปยังการทำรัฐประหารอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ครั้งล่าสุดที่ว่างเว้นจากครั้งที่แล้วมาถึง ๑๕ ปี โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้อีก

อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา เราคงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปห้ามมิให้เกิดขึ้นได้ แต่ภายใต้วิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งก็ในส่วนที่ไม่ดีนั้นแน่นอนว่ามีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของต่างประเทศหรือผลกระทบการพัฒนาระบบประชาธิปไตยที่ต้องสะดุดหยุดลง ฯลฯ

ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมทั้งการรัฐประหารก็คือปฏิกิริยาจากขั้วอำนาจเก่าที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การปะทะกันของความคิดเห็นสองฝ่ายที่ถือในค่านิยมที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยและเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะสังคมไทยจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างให้ได้

ที่ผ่านมา เมื่อสังคมไทย มีความขัดแย้งกันคราใด มักจะต้องพึ่งพาคนกลางอยู่เสมอ คำถามก็คือว่าแล้วเราจะทำแบบนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างกันให้ได้โดยวิธีการที่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

สำหรับคำถามที่ว่าแล้วมีประเทศไหนขับไล่เผด็จการใส่สูทที่ฉ้อฉลยึดประเทศออกไปได้ด้วยวิถีทางทางรัฐสภาบ้าง คำตอบของผมก็คือ ยังไม่มี หรืออาจะมีแต่ผมไม่ทราบ แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่าเผด็จการทรราชไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม จะไม่สามารถต้านพลังประชาชนบริสุทธิ์ที่ออกมาขับไล่ตามวิถีทางประชาธิปไตยได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมจะเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านการรัฐประหารมาตลอดชีวิตและจะยังยืนยันความเห็นนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นในเวทีใดก็ตาม แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็เห็นว่าการยึดอำนาจครั้งนี้หากจะพอมีส่วนดีอยู่บ้างก็คือการสอนบทเรียนที่สำคัญให้แก่นักการเมืองที่เหิมเกริมและลุแก่อำนาจทั้งหลายจะต้องพึงระลึกเสมอว่ายังมีผู้ที่สามารถล้มกระดานและกระชากลงจากบัลลังก์แห่งอำนาจได้ทุกเมื่อ

จากอดีตที่ผ่านมา ในระยะเริ่มแรกของการรัฐประหาร สังคมไทยก็มักจะฝากความหวังไว้ว่าคณะรัฐประหารจะเป็นอัศวินม้าขาวเข้ามาแก้ไขความยุ่งยากที่มีอยู่ แต่ก็ไม่เคยเป็นไปตามความหวังที่วาดไว้ มีแต่จะเสพติดอำนาจและตามมาด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วจบลงด้วยความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนในที่สุด

ฉะนั้น จึงเห็นว่าเราในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงควรที่จะร่วมกันเรียกร้องและผลักดันอย่างจริงจังให้มีการเร่งรีบนำประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยเร็วและมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน พร้อมทั้งรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องประกอบไปด้วยหลักการที่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ อาทิ หลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน เสรีภาพในการเข้าถึงและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ และแน่นอนว่าจะต้องมีมาตรการที่ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่อำนาจจนต้องออกมาเดินขบวนขับไล่หรือทำรัฐประหารกันอีก

หากว่าเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว กงล้อของประวัติศาสตร์ชาติไทยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ วงจรอุบาทว์ก็คงถึงคราวที่จะต้องยุติลงเสียที