◊ การเมืองระบอบ ‘ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์’ แบบประชาธิปไตย ?

การเมืองระบอบ ‘ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์’ แบบประชาธิปไตย ? [1]
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

“ในชนบทนั้นผู้อุปภัมภ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองประชาธิปไตยได้ ด้วยการเติมเต็มส่วนที่ชาวบ้านขาดไปในทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ในเมืองนั้นการแสวงหาผู้อุปถัมภ์ในทางคุณธรรมผ่านความเป็น ‘มืออาชีพ’ ที่ไม่โกงกิน เพื่อปกป้องความได้เปรียบในทางโครงสร้างของพวกเขา” >>
(ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก หน้า 4 เมื่อวันที่ 17 กันยายน เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในวันที่ 20 กันยายน และตีพิมพ์จริงในตอนบ่ายวันที่ 19 กันยายน 2549 เผยแพร่ซ้ำใน Onopen Special ใน http://www.onopen.com เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 และเข้าชมไม่ได้แล้วในช่วงบ่ายของวัน บางส่วนของบทความอาจจะล้าสมัยไปแล้ว แต่ผู้เขียนได้เพิ่มเติมขยายความไว้ในส่วนท้ายของบทความ)

0 0 0

… ถ้าลองย้อนไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เราอาจต้องตั้งคำถามก็คือ ปรากฏการณ์ของการเชิดชูผู้นำการเมืองบางคนเป็นวีรบุรุษ เป็นอัศวิน เป็นผู้กู้วิกฤติ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เคยแสดงออกถึงความต้องการของ ‘พลเมือง’ ในการเลือก ‘ผู้แทน’ ของเขา มากเท่ากับความต้องการเลือก ‘ผู้นำ’ หรือ ‘ผู้อุปภัมภ์’ ที่จะมา ‘นำ’ หรือมา ‘อุปถัมภ์’ เขา

ถ้าเราลองแบ่งสภาวการณ์เผชิญหน้าทางการเมืองปัจจุบันออกเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งคือบรรดาชาวบ้าน 16 ล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทย กับอีกด้านหนึ่งคือบรรดาพันธมิตรประชาธิปไตยและบรรดานักวิชาการเชิดชูคุณธรรมและประชาธิปไตยทั้งหลายที่เดือดร้อนเรื่องบ้านเมือง เราจะพบว่า คนที่เราเรียกว่าเป็นชนชั้นกลางที่ไม่เอาทักษิณนั้นดูเหมือนจะมีอาการโหยหาผู้นำและโหยหาคุณธรรมมากกว่าบรรดาชาวบ้านที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถหูตาสว่างจากระบอบทักษิณและการเมืองประชานิยม และโหยหาผู้อุปภัมภ์ [2]

อาการโหยหาผู้นำที่มีคุณธรรมถึงขนาดร้องหา ‘นายกพระราชทาน’ ในช่วงหนึ่งที่ผ่านมา รวมทั้งการพยายามเข้าหาและแสดงตนว่าเป็น ‘ลูกป๋า’ และดีใจที่เกิดการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของบรรดา ‘ลูกขุน’ ผ่านการพิพากษา (หมายถึงการตีความและการตัดสิน ไม่ใช่แค่การตัดสิน) ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รวมทั้งเสนอชื่อ กกต.ใหม่นั้น ไม่ควรจะถูกตัดสินผ่านการแขวนป้ายว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนลักษณะการมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือไม่

เพราะประชาธิปไตยในความหมายของแต่ละกลุ่มอาจมีความแตกต่างกันไป

เอาเข้าจริงประชาธิปไตยของไทยกลับต้องการ ‘ผู้อุปถัมภ์’ พอๆ กันทั้งในเมืองและชนบท หรืออาจกล่าวได้ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยของทุกฝ่ายนั้น ความจริงแล้วเป็นเพียงการเรียกร้องผู้อุปถัมภ์มากกว่าการเรียกร้องตัวแทนของเขาที่สามารถถูกตรวจสอบได้และบังคับให้มีการรับผิดได้ (accountable)

กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การจรรโลงประชาธิปไตย (democratization) ของไทยนั้นอาจอยู่ได้และดำเนินไปด้วยปัจจัยที่เราเคยนึกว่าเป็นปัจจัยนอกประชาธิปไตย

ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาวะเฉพาะประการหนึ่งของประชาธิปไตยเอง เมื่อเกิดขึ้นในสังคมที่ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แก่การที่โดยหลักการและอุดมคติประชาธิปไตยนั้น มีสภาวะสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและนำไปสู่แรงตึงเครียดทางการเมืองและอุดมการณ์ ในห้วงจังหวะที่ระบอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งทำการปลดปล่อยผู้คนออกไปสู่พื้นที่ทางการเมืองภายใต้ความเชื่อที่ว่าทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน

สภาวะของการที่ทำให้ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันนั้นเองที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับการดำรงชีวิตของผู้คน เนื่องจากการที่บอกว่า ทุกคนมีเสียงเดียวเท่ากันนั้น แม้ว่าจะเหมือนกับการบอกว่าทุกคนมีสิทธิในชุมชนทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเสียงเสียงเดียวนั้นตกอยู่ท่ามกลางเสียงจำนวนมากกว่านั้น การบอกว่าเสียงเสียงเดียวมีอำนาจนั้นจึงกลายเป็นเรื่องการทำให้เสียงเดียวนั้นโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าตนเป็นเสียงส่วนน้อยขึ้นมาทันที

การแสวงหาผู้อุปถัมภ์จึงดำเนินไปทั้งในเมืองและชนบท ในชนบทนั้นผู้อุปภัมภ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองประชาธิปไตยได้ ด้วยการเติมเต็มส่วนที่ชาวบ้านขาดไปในทางเศรษฐกิจผ่านการควบคุมกลไกรัฐที่หมกมุ่นกับการพัฒนาให้กระจายทรัพยากรและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา

ในขณะที่ในเมืองนั้นการแสวงหาผู้อุปถัมภ์ในทางคุณธรรมผ่านความเป็น ‘มืออาชีพ’ ที่ไม่โกงกิน อาทิ ข้าราชการพลเรือนหรือทหารนั้น ก็มีขึ้นเพื่อคานอำนาจนักการเมืองอุปภัมภ์จากชนบทมาโดยตลอด เพื่อปกป้องความได้เปรียบในทางโครงสร้างของพวกเขาผ่านนโยบายการพัฒนาประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเขาก่อนคนในชนบท อาทิ การพัฒนาอุตสาหกรรมในเมือง การพัฒนาเมืองและปล่อยให้คนชนบทเข้ามาเป็นแรงงาน

ดังนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับปัญหาของการพยายามกระจายทรัพยากรและอำนาจลงสู่ชนบท พวกเขาจึงมองเห็นว่าสิ่งนั้นไม่สมเหตุสมผล เป็นการสร้างหนี้ให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้น และวิธีเดียวก็คือการหาผู้นำที่เข้มแข็งที่จัดการทั้งนักการเมืองอุปถัมภ์ท้องถิ่นและนักธุรกิจขนาดใหญ่จากส่วนกลาง (คือใช้ ‘คนดี’ มาจัดการคอรัปชั่น ไม่ได้ใช้ ‘กฏหมาย’ มาจัดการคอรัปชั่น) [3]

จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครศรัทธาในกฏหมายและการปกครองด้วยหลักกฏหมาย (rule of law) ในการแก้ปัญหาในสังคมประชาธิปไตยเท่ากับการแสวงหาผู้อุปถัมภ์มา ‘ค้ำยัน’ การเมืองประชาธิปไตยในแบบของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมของพรรคการเมืองที่ทำให้รัฐเป็นผู้อุปถัมภ์ หรือผ่านการพยายามแสดงตัวเป็นลูกป๋า และชื่นชมการอุปถัมภ์จากคณะลูกขุน (ในแง่ของความมั่นใจในการตัดสินใจผ่านการอ้างอิงคุณธรรมของลูกขุน มากกว่าเข้าใจเนื้อหาคำพิพากษาและความเข้าใจในการทำงานของระบบยุติธรรม) … [4]

หลายปีก่อนเราเคยพูดถึงคำว่า ‘ประชาสังคม’ กันอย่างครึกโครมว่าเป็นแกนสำคัญในการจรรโลงประชาธิปไตย

มาวันนี้ทุกฝ่ายยังสนใจแต่การหาผู้อุปถัมภ์มาค้ำยันระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ตามที่ฝ่ายตนจะกำหนดเนื้อหาเอาเอง) เท่านั้นเอง [5]



เชิงอรรถขยายความ >>



เชิงอรรถขยายความ

[1] งานเขียนชิ้นนี้เมื่อเริ่มเขียนบทความ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานของอาจารย์ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ที่แปลเป็นไทยว่า ‘การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ’ (Thak Chaloemtiarana. Thailand: The Politics of Despotic Paternalism. Bangkok: Social Science Association of Thailand, 1979. ฉบับภาษาไทยดูที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2526.)วัตถุประสงค์ของการเขียนและตั้งชื่อบทความนั้นต้องการจะ ‘ยั่วล้อ’ (ทำนอง parody) ชื่อภาษาไทยของหนังสืออาจารย์ทักษ์ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่บุคลากรฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาททางการเมือง (ภายใต้การตีความตามกรอบรัฐธรรมนูญและได้รับการเรียกขานว่าเป็น ‘ตุลาการภิวัตน์’) กับยุคสมัยที่ใครๆก็วิ่งหาป๋า รวมทั้งบรรดานักวิชาการทั้งหลายที่เข้าพบป๋า ก่อนหน้าการปฏิวัติไม่กี่วัน

การยั่วล้อนั้นอยู่ตรงที่คำว่าลูกขุนและลูกป๋า เพราะเราไปใช้คำที่ดูสมัยใหม่ว่า ‘ตุลาการ’ ทั้งที่ผมคิดว่าการทำงานของคณะตุลาการนั้นมีลักษณะเหมือน ‘ลูกขุน’ เสียมากกว่า ส่วนคำว่า ‘ลูกป๋า’ ถ้าใครเติบโตมาในช่วงที่ป๋าเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นย่อมจะเข้าใจดีว่าป๋านั้นมีลูกอยู่สามกลุ่มใหญ่ คือ นักวิชาการที่เป็นเทคโนแครทในหน่วยงานกำหนดนโยบายของรัฐหรือที่ปรึกษา ทหาร และสื่อมวลชนที่ป๋าชอบกล่าวว่า ‘กลับบ้านเถอะลูก’

นอกเหนือจากนั้น ผมยังอยากจะยั่วล้อบรรดานักวิชาการที่ ‘ติดหนวด’ ให้ทักษิณเป็นประจำโดยชอบเปรียบทักษิณกับจอมพลสฤษดิ์ (ทั้งจากงานเขียนประเภทที่อ้างสุนทรพจน์ของสฤษดิ์กับทักษิณ การอ้างพฤติกรรมการใช้อำนาจของทักษิณกับสฏษดิ์ หรือแม้กระทั่งการจัดงานเปิดตัวหนังสือของอาจารย์ทักษ์ฉบับพิมพ์ครั้งใหม่เมื่ออภิปรายเรื่องสฤษดิ์นิยม) ทั้งที่ผมกลับรู้สึกว่า เรื่องที่น่าสนใจก็คือการก่อตัวของระบอบใหม่ที่เปลี่ยนจาก ‘พ่อขุน’ มาสู่ ‘ลูกขุนและลูกป๋า’ ต่างหาก

ทีนี้คำสำคัญในท้ายชื่อบทความก็คือคำว่า ‘แบบประชาธิปไตย’ ผมเองก็ตัดสินใจว่าจะเรียกว่าประชาธิปไตยดี หรือเผด็จการดี แต่เนื่องจากในช่วงที่เขียนนั้นเรายังมีกรอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอยู่เป็นฐานในการต่อสู้ต่อรองทางการเมือง ผมจึงคิดว่าคำว่าประชาธิปไตยน่าจะเหมาะสมกว่า แล้วค่อยไปขยายความในตัวเนื้อหาแทนว่าคำว่าประชาธิปไตยนั้นมีด้วยกันหลายความหมาย ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากความหมายของคณะปฏิรูปการปกครองเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ด้วยเหตุนี้ในการขยายความบทความนี้อีกครั้ง ผมจึงคิดว่าควรจะใส่ ‘เครื่องหมายคำถาม’ เอาไว้จะดีกว่า เพราะการตั้งคำถามกับ ‘ความหมาย’ ของการอ้างถึง ‘ประชาธิปไตย’ นั้นมีความสำคัญกว่าการเที่ยวไป ‘ติดหนวดหรือแขวนป้าย’ ว่าใครเป็นเผด็จการตั้งเยอะ … อาทิเช่นเราควรจะตั้งคำถามกับคปค.ว่าคำว่าประชาธิปไตยของท่านหมายถึงอะไรกันแน่ หรือความเข้าใจของประชาชนที่ออกมาสนับสนุนคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (หรือเขาแค่ออกมาสนับสนุน ‘การปฏิวัติของทหาร’) เพราะจอมพลสฤษดิ์เองนั้นแม้ว่าจะเป็นทหาร หรือถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็ยังพยายามให้ความหมายของประชาธิปไตยแบบไทยมากกว่าผู้นำทางการเมืองที่เป็นทหารอีกตั้งหลายคน

[2] มาถึงบรรทัดนี้ ข้อผิดพลาดในข้อเสนอของผมก็คือ ผมมองไม่เห็นว่าเรามีฝ่ายที่สามอยู่ในการเผชิญหน้าด้วย นั่นก็คือบรรดากลุ่มพลังที่กลายตัวเป็นผู้อุปถัมภ์เสียเอง ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดความรุนแรงของสองฝ่ายแรก

[3] อนึ่ง หากเราลองพิจารณาเรื่องของคนดีที่มีคุณธรรมในการจัดการกับบรรดานักธุรกิจและตัวธุรกิจนั้น เราจะพบกับปัญหาของเส้นแบ่งอันบางเบามากระหว่างความเป็นผู้นำมือสะอาดที่ควบคุมนักธุรกิจได้ กับการรับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทขนาดใหญ่สักแห่งหรือหลายแห่ง เมื่อผู้นำที่เป็นคนดีมีคุณธรรมเหล่านั้นก้าวลงจากตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นทางการ แต่ยังคงสถานภาพของการมีอิทธิพลอยู่กับเครือข่ายกลไกรัฐที่มีอยู่เดิม

[4] การปกครองด้วยหลักแห่งกฏหมาย (rule of law) กับการปกครองด้วยกฏหมาย (rule by law) นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว ดังที่อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมีได้เสนอเอาไว้ (โปรดดู ‘ตุลาการภิวัตน์ 2: ข้อเสนอ ‘ธีรยุทธ บุญมี’ ปฏิรูปการเมือง’. มติชนรายวัน. 3 สิงหาคม 2549. หน้า 2,15.) พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สังคมที่มีกฏหมายไม่จำเป็นจะต้องปกครองด้วยหลักแห่งกฏหมายเสมอไป เพราะสังคมที่มีกฏหมายนั้น กฏหมายอาจจะเป็นเพียง ‘คำสั่งของผู้ปกครอง หรือคำสั่งของรัฐ’ ไม่ใช่ข้อตกลงของประชาชนที่จะดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมกันด้วยกระบวนการและขั้นตอนเดียวกัน และในสังคมที่อ้างว่ากฏหมายมาจากประชาชน ผู้ปกครองที่อ้างว่ามาจากประชาชนก็สามารถหลบเลี่ยงกฏหมายได้เช่นกันดังที่ได้เห็นมาโดยตลอด

[5] ดังนั้นแทนที่จะจบบทความนี้ด้วยคำถามคาใจของสื่อมวลชนต่างชาติในแง่ที่ว่า การปฏิรูปการปกครอง (โดยคณะทหาร) ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นจะตอบปัญหาการสนับสนุนระบอบทักษิณถึง 16 ล้านเสียงได้อย่างไร (ไม่ว่าระบอบทักษิณนั้นจะมาด้วยการซื้อเสียง หรือด้วยการแจกของก็ตาม) ผมก็จะขอลองอธิบายว่าการปฏิรูปการปกครอง (ด้วยคณะทหาร) ในครั้งนี้นั้นได้กระทำการอย่างสำคัญประการหนึ่ง ‘ในทางอุดมการณ์’ ที่แตกต่างไปจากการกระทำที่ผ่านมาทุกครั้ง และสามารถที่จะก้าวพ้นปัญหาที่จะต้องเผชิญกับกรอบคิดเรื่องรัฐกับประชาสังคมที่กำกับกระบวนการจรรโลงประชาธิปไตยไปได้

โดยการเข้าไป ‘ก่อร่าง-เน้นย้ำ’ และเผชิญหน้ากับระบอบทักษิณอย่างเต็มตัวในคืนวันที่มีการปฏิรูปการปกครอง (โดยคณะทหาร) ด้วยการเปิดเพลงเฉลิมพระเกียรติแทนเพลงมาร์ชรักชาติทั่วไป และยังฉายสารคดีเฉลิมพระเกียรติให้เห็นถึงโครงการพัฒนาต่างๆอันเกิดมาจากพระราชดำริ ซึ่งสารคดีจำนวนมากนั้นเป็นสารคดีที่ได้มีการนำออกมาฉายในช่วงการเฉลิมฉลองการครองราชย์อันยาวนานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (รวมถึงก่อนหน้านั้นด้วย)

ความสำคัญของการถ่ายทอดสารคดีเฉลิมพระเกียรติสลับกับเพลงเฉลิมพระเกียรติและการประกาศข่าวการปฏิรูปการครอง (ด้วยคณะทหาร) ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติริย์เป็นประมุข นั้นจึงมีความสำคัญในการกำหนดคำนิยามว่าระบอบประชานิยมที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ระบอบประชานิยมของทักษิณผ่านนโยบายของพรรคไทยรักไทย แต่เป็นภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายให้กับพสกนิกรของท่านมาโดยตลอดโดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน

สิ่งนี้ก็คือการช่วงชิงการกำหนดนิยามในสิ่งที่ Chatterjee เรียกว่าการเมืองของผู้ถูกปกครอง (the politics of the governed) ที่ความจริงแล้วประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อนนั้น เขาไม่ได้สัมพันธ์กับรัฐในลักษณะของปัจเจกบุคคล (อันเป็นพื้นฐานของกรอบคิดแบบประชาสังคม) หากแต่เขาสัมพันธ์กับรัฐผ่านโครงการทางการปกครองของรัฐที่เกิดขึ้นมาก่อนและเป็นโครงการที่ทำการปกครองพวกเขาผ่านทั้งการ ‘หยิบยื่น’ สิ่งต่างๆให้และผ่านการ ‘จัดประเภท’ พวกเขาเพื่อควบคุมพวกเขาในรูปแบบอันสลับซับซ้อน นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมมาจนถึงยุคพัฒนา อาทิการกำหนดพวกเขาให้เป็นประชากร มีโครงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ แต่ทั้งนี้แม้ว่าจะมีความพยายามในการปกครองผ่านการให้สวัสดิการกับคนผ่านการพัฒนาอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่พอเพียงกับคนในสังคม โดยเฉพาะคนยากคนจน

ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถสื่อสารกับสังคมได้ก็คือความแตกต่างของการใช้นโยบายประชานิยมแบบระบอบทักษิณที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความพยายามในการแลกเปลี่ยนสวัสดิการกับความจงรักภักดีผ่านการเลือกตั้ง กับการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าเป็นหนึ่งในพระกรณียกิจที่สถาบันกษัตริย์ของไทยได้กระทำสืบต่อกันมาในการพัฒนาประเทศให้เป็นสมัยใหม่ ตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ทั้งการสถาปนาการปกครองส่วนภูมิภาคที่เกิดรากฐานของจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อันเป็น ‘รากฐาน’ และ ‘หน่วย’ ของโครงการพัฒนา ในยุคถัดมาเมื่อมีการพัฒนาสมัยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการพัฒนาในยุคประชานิยมที่ยังใช้โครงสร้างเดิมเป็นหน่วยและฐานรากในการกระจายสวัสดิการต่างๆที่จะต้องได้มาจากการร้องขอ มิใช่การเลือกผู้แทนที่พร้อมจะโกงกินและหาประโยชน์เข้าตัวเอง

ดังนั้นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในทางอุดมการณ์ในคืนวันที่ ๑๙ จึงเป็นการต่อสู้ผ่านปริมณฑลที่ Chatterjee เรียกว่า political society มากกว่า civil society (ดูที่ Partha Chatterjee. The Politics of the Governed: Reflections on Popular Politics in Most of the World. New York: Columbia University Press.) ซึ่งทำให้การกล่าวหาทักษิณในเรื่องของการคอรัปชั่น การสร้างความแตกแยกให้สังคมและ การหมิ่นเบื้องสูงตามที่ฝ่ายพันธมิตรนั้นเรียกร้องและเน้นย้ำมาโดยตลอด ดูจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ ‘แถลงการณ์ที่ไม่ได้อ่านโดยผู้นำและโฆษกของคณะปฏิรูปการเมือง’ ที่นำเสนอมาตลอดคืนวันที่ ๑๙ และเช้าวันที่ ๒๐ นั่นเอง

หรือ ไม่ใช่เรื่องที่สื่อมวลชนฝรั่งเข้าใจว่าการปฏิรูปการปกครอง (โดยคณะทหาร) นั้นเป็นเรื่องของการยึดอำนาจด้วยรถถัง ดังที่สื่อต่างชาติเข้าใจผ่านการพยายามถ่ายภาพรถถังที่วิ่งอยู่บนท้องถนนหรือตามสถานที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หรือมองว่ามีการปิดกั้นข่าวสารตลอดทั้งคืน โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญนั้นมิได้อยู่ที่คำแถลงการณ์ของคปค เท่ากับอยู่ที่สารคดีเฉลิมพระเกียรติและเพลงเทิดพระเกียรติต่างๆต่างหาก

ว่าง่ายๆว่าในอนาคตนั้น การเมืองแบบประชานิยมจะยังดำเนินต่อไปผ่านการดำรงอยู่ของ political society มากกว่า civil society ที่นักวิชาการหอคอยช่างฝันและบรรดา ‘องค์กรพัฒนาเอกชน’ นำมาขายในช่วงที่ผ่านมา ด้วยว่าแนวคิด civil society นั้นมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมือง และความสัมพันธ์ของเทคนิควิธีการปกครองที่ซับซ้อนและควบคุมจิตใจของผู้คนได้ (governmentality) ที่รัฐมีให้กับ พสกนิกร (subject หรือพลเมืองในฐานะ subject มิใช่ citizen) ของเขา ในลักษณะของการทั้งคุ้มครองและหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้ที่มีมาโดยตลอดนั่นเอง

ย้ำให้ชัดอีกทีก็คือ สิ่งที่ทักษิณทำลายนั้นไม่ใช่ รัฐธรรมนูญ แต่ทักษิณทำลาย ‘ภูมิคุ้มกันรัฐธรรมนูญ’ ที่สำคัญที่สุดก็คือประชาสังคม หรือภาคประชาชน ผ่านนโยบายประชานิยมที่ทำให้เกิดการสร้างพันธมิตรระหว่างทุนระดับชาติ ทุนภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทุนท้องถิ่น กับชนบท และทำให้กลไกรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ และทำให้เกิด ‘ความเปราะบาง’ ของประชาสังคมที่ไม่สามารถเป็นพลังกดดันให้การเกิดการทำงานของกลไกรัฐธรรมนูญได้

กล่าวคือจุดเปราะบางที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมิได้อยู่ที่ ‘เนื้อหา’ ของรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่การปล่อยให้รัฐธรรมนูญนั้น ‘อยู่ในมือ’ ของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีการประกาศใช้ไปแล้วนั่นเอง นั่นคือที่มาที่ทักษิฯบอกเสมอว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะพวกเขาไม่ได้ร่าง

การออกมาสัมภาษณ์ของตัวแทนฝ่ายประชาสังคมที่ให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหารในฐานะที่เป็นทางเลือกสุดท้าย จึงสะท้อนความอ่อนแอของประชาสังคมเอง ที่ถูกทำลายลงในยุคระบอบทักษิณ อาทิการเกิดการฆ่าตัดตอน การเกิดการปราบปรามอย่างรุนแรงด้วยกลไกของรัฐ นี่คือสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ว่าทักษิณไม่ได้ทำลาย ‘กฏหมายรัฐธรรมนูญ’ แต่ทำลาย ‘บรรยากาศ’ และ ‘สถาบัน’ ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นทำงานได้ นั่นก็คือทำลายประชาสังคมนั่นเอง จนทำให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญโดยทหารและการที่ประชาสังคมนั้นยอมรับคณะรัฐประหาร (คือทหารที่กลายสภาพจากกลไกรัฐมาเป็นรัฐเสียเอง) ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของประชาสังคมในท้ายที่สุด

นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นถุกทำลายคือการล่มสลายจองประชาสังคมและการเมืองภายภาคหน้าจะเป็นเรื่องของการเมืองใน political society มากกว่า civil society

และด้วยการวิเคราะห์เช่นนี้เองที่ทำให้เรา ‘เห็น’ ในสิ่งที่เราคิดว่าเรา ‘มองไม่เห็น’ ทั้งที่สิ่งนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา

มากกว่าสนใจวิเคราะห์การปฏิรูปการปกครอง (โดยคณะทหาร) เพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผ่าน ‘ข้อมูลใหม่’ และ ‘ข้อมูลลับ’ ตลอดเวลา …

One thought on “◊ การเมืองระบอบ ‘ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์’ แบบประชาธิปไตย ?

  1. คนเรามีดีมีเลวแตกต่างกันไป นักการเมืองคนใหนที่ดี 100 เปอร์เซนต์บ้าง คนดีๆ ถ้าเข้าสู่วงการเมืองจะกลายเป็นคนไม่ดีทันที่ นี่คือสัจจะธรรมที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานมา หลายพันปีมาแล้ว ….บางคนสร้างภาพดีอยู่คนเดียว ไม่โกง ไม่กิน แต่ให้ ลิ่วล้อดำเนินการแทน ให้เมีย หรือญาติโกโหติกา จัดการแทน หน้าฉากดี หลังฉากเลว ทำนองปากว่า ตาขยิบนักการเมืองพันธุ์นี้มีเยอะในเมืองไทยที่เปลือกนอกเป็นจอมสร้างภาพที่ซื่อสัตย์ .ซึ่งทุกพรรคการเมืองในประเทศไทยพยายามสร้างภาพเหมือนกันหมด … ความจริงแล้วมันเป็นธรรมชาติของนักการเมืองทั่วโลก คอรัปชั่นกับการเมืองมันแยกกันไม่ออก แต่เราคนไทยก็ถวิลหานักการเมืองในฝัน มาตลอด ฝันถึงพระเอกขี่ม้าขาว สังคมไทย คาดหวัง ไว้สูงกับนักการเมือง ใจซื่อมือสะอาด แต่เราไม่เคยสัมผัสกลุ่มนักการเมืองอย่างนี้ แม้แต่ในสมัยรัฐบาลป๋าเปรม เนื่องจากพรรคการเมืองต้องใช้เงินในการทำกิจกรรมการเมือง…แล้วเอาเงินที่ใหน ถ้าไม่คอรัปชั่นหรือสร้างนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุนเงินทุน….. คอรัปชั่นมีหลายลักษณะ บางพรรคการเมืองที่ชอบรับเหมาเพราะหัวหน้าพรรคเป็นผู้รับเหมา ก็จะใช้ข้าราชการประจำ ทำราคากลางของโครงการก่อสร้างให้สูงๆหน่อย เพื่อจะได้แบ่งกันตามสัดส่วน เอาตั้งแต่ ค่าฮั้ว คณะกรรมการเปิดซองประมูล ผู้เซ็นสัญญาจ้าง หัวหน้าควบคุมงาน วิศวกร คณะกรรมการตรวจรับงาน และผู้อนุมัติการจ่ายเงินงวดงาน และอื่น เช่นค่าเลี้ยงรับรอง ฯลฯ…สิ่งเหล่านี้ผู้รับเหมาต้องจ่ายทั้งสิ้น…เอาเงินที่ไหนมาจ่ายถ้าไม่โกง..ทำไมทักษิณถึงได้รับการต่อต้านเมื่อนำเอาระบบอีอ็อกชั่นมาใช้ ก็เพราะผู้รับเหมามันฮั้วกันยากขึ้น ข้าราชการมันกินกันยากขึ้น แต่วิธีนี้ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน แต่เพื่อนๆจะเกลียดชังทักษิณ…ดังนั้นพรรคการเมืองที่นิยมงานก่อสร้างจะเกลียดทักษิณมาก..ต้องยอมรับว่ามีการเปิดกว้างให้ต่างประเทศเข้าร่วมประมูลงานด้วยโดยแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับบริษัทของไทย มีหลายโครงการที่ต่างชาติทำราคาได้ต่ำกว่าราคาประมูลของคนไทย ทำให้สร้างความไม่พอใจบรรดาวิศวกร และผู้รับเหมาคนไทย เนื่องจากไม่ได้งาน และไม่ได้มีส่วนควบคุมงาน …กลุ่มวิศวกรเหล่านี้ก็มีปัญหาและอยู่ในขบวนการไล่ทักษิณเหมือนกัน …แต่ วิธีนี้ ประหยัดงบประมาณของประเทศ….เอ็นจีโอ เริ่มมีบทบาทน้อยลง เมื่อโครงการ เงินกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาทมาถึง สมัยก่อนเอ็นจีโอจะเป็นผู้นำทางความคิดชาวบ้าน ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เนื่องจากเอ็นจีโอเอาเงินมาล่อ ..พอเห็นเงินชาวบ้านน้ำลายไหล เราจึงได้ยินข่าวบ่อยๆเกี่ยวกับเอ็นจีโอ ในทางการกดนำผู้คนมากดดันรัฐบาล เกี่ยวกับการเดินขบวน เรียกร้องอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายไปหมด…..แต่เงิน 1 ล้าน มันทำให้ชาวบ้าน มีความคิดมากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีการประชุม กันในกลุ่มชาวบ้านเอง สร้างกฏระเบียบเอง บริหารจัดการเงิน แนะกำหนดนโยบายเอง …ซึ่งเมื่อก่อนนี้เป็นบทบาทของเอ็นจีโอ…จุดนี้นี่เองที่เอ็นจีโอไม่ชอบทักษิณ เพราะชาวบ้านเริ่มรู้ทัน..จึงเป็นที่มาของการปล่อยข่าวทำลายร่วมกับพรรคการเมืองตรงข้าม โดยชักจูงให้ชาวบ้านเบี้ยวหนี้ของเงินกองทุนหมู่บ้านโดยสร้างกระแสว่า เป็นเงินที่ แจกฟรีไม่ต้องคืนเงิน ทำให้หลายหมู่บ้าน หลายคนหลงเชื่อ และไม่จ่ายเงินคืนเงินกองทุน โดยหารู้ไม่ว่า ฝ่ายการเมืองได้นำไปขยายผลเรียบร้อยแล้ว…หากมีใจไม่อคติลองไปทำวิจัยดูซิครับจะได้รู้ถึงความแตกต่างจริงๆ…..30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ หมอทำงานหนักขึ้น ซึ่งก็เป็นปณิธาณของหมอไม่ใช่หรือที่จะช่วยชีวิตผู้คน แต่หมอของไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่อย่างนั้น บรรดาลูกศิษย์ของหมอประเวศส่วนใหญ่หวังรวย รวย และ รวยในอาชีพหมอ จึงไม่แปลกใจในท่าทีของหมอประเวศที่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และ ความอยู่รอดของ โรงพยาบาลเอกชน…หมอพวกนี้ใช้เงินของรัฐสนับสนุนการเรียนมากกว่าสาขาวิชาอื่น แต่ท่องคำขวัญเป็นอย่างเดียว คือกูต้องรวย กูต้องรวย ..แล้วประชาชนคนยากจนเอาไปไว้ที่ไหน….ทักษิณเลยถูกต่อต้านจากเครือข่ายกลุ่มผู้มีอาชีพด้านสาธารณสุข….นักวิชาการหลายกลุ่ม หลายมหาวิทยาลัย ดำเนินการวิจัย โดยใช้ เครื่องมือละทรัพยากรต่างๆที่มาจากเงินภาษีของประชาชน งานวิจัยบางชิ้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชนช่วย ลดการนำเข้า อาทิเช่นงานวิจัยทางด้านยา สมุนไพรและอื่นๆ นักวิจัยขายชาติบางคนรับเงินจากบริษัทต่างชาติ เพื่อทำการวิจัย ใช้นักศึกษา และกินเงินเดือนของไทย พองานวิจัยสำเร็จก็นำงานวิจัยไปรายงานให้เจ้าของทุน หรือ ขายให้ต่างชาติ และต่างชาติก็นำไปจดสิทธิบัตร ทำให้ไทยไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ พอรัฐบาลทักษิณเน้นให้งานวิจัยต้องเปิดเผยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสาธารณะชนเท่านั้นแหละ นักวิชาการไม่พอใจทักษิณทันที ทักษิณเป็นปถุชนมีพรรคพวก มีญาติพี่น้อง หากใครทำผิดก็ต้งขุดคุ้ย และฟ้องร้องกันไป ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ไม่อย่างนั้น กกต.ที่พวกเรากล่าวหา ว่าเป็นพวกของทักษิณ ไม่ ติดคุกหรอก…ถ้ามีหลักฐานการทุจริตจริงคิดว่าทักษิณและบริวารคงจะรอดยาก ในขบวนการทางศาล แต่ทำไมไม่ดำเนินการทางศาล ….เราพิสูจน์ไม่ได้ว่าทักษิณมีพฤติกรรมแทรกแซง การทำงานขององค์กรอิสระหรือเปล่า แต่จากการศึกษาการดำเนินงานทางการเมืองในต่างประเทศ การแต่งตั้ง บุคคลที่เป็นพวกของตัวเอง เข้ารับตำแหน่งสำคัญๆ เพื่อการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล มีอยู่ทุกรัฐบาลทั่วโลก เราต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ …ข้าราชการที่ไม่ยอมรับกติกานี้ คือพวกเผด็จการ ละพวกคอรัปชั่นอยู่ในสายเลือดเท่านั้น ที่ยึดติดแน่นในผลประโยชน์ และอำนาจทางทหารตลอดจนความมั่นคง…ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ 19 กันยายน….น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ นักวิชาการขันทีบางส่วน …นักสื่อสารมวลชน และสำนักพิมพ์ บางหมู่ และประชาชนที่ บริโภคสื่อแบบผิดๆ กลับเห็นดีเห็นงามกับการก่อการรัฐประหารในครั้งนี้ สร้างกระแสจิตสำนึกที่ผิดอย่างมหันต์ซึ่งจะเป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศละประชาธิปไตยในภายภาคหน้า….ภาคการมอบดอกไม้ การเต้นแร้งเต้นกา พาเด็กไปถ่ายรูปคู่กับอาวุธร้ายและรถถัง ภาพเหล่านี้จะถูกบันทึกเข้าไปอยู่ความทรงจำของประชาชน ชึ่งเป็นการยอมรับการทำรัฐประหารของทหารว่าเป็นสิ่งที่ดีงามในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย……อันจะเป็นบรรทัดฐานของกลุ่มทำรัฐประหารต่อไปในอนาคต…..แบบนี้ดีหรือไม่….รัฐธรรมนูญผิดตรงใหน แก้ไขได้หรือเปล่า ฝ่ายค้านกดดันในสภาเต็มที่หรือยัง ภาควิชาการ ละภาคประชาชน กดดันอย่างเข้มแข็ง หรือไม่ …..ไม่เลย ทุกคน ทุกหมู่ ทุกเหล่า ของคนชั้นกลาง ผู้ที่อุปโลกก์ตัวเองว่าเป็นผู้มีความรู้ ไม่เคยกดดัน ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้นเลย…..ท่านกดดันเพื่อไล่คน…คนที่ใช้รัฐธรรมนูญ ท่านเกลียดทักษิณ โกรธแค้นทักษิณ แล้วท่านก็สนับสนุนทหารให้มาฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นที่รักของเราทิ้งไป…ถามว่าเราควรจะตำหนิใครระหว่าง ทหาร และผู้สนับสนุน …………ทักษิณไม่ใช่นายกฯที่ดีเลิศประเสริษฐศรีนัก หนำซ้ำยังมีภาพที่ไม่โปร่งใสก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกฯสมัยแรก แต่ภายใต้อดีตรัฐธรรมนูญ 2540 เราคุ้ยแคะแกะเกาทักษิณได้ เราด่าทักษิณได้ สนธิ-จำลอง และกลุ่มพันธมิตร ด่าได้ คนตาบอด ขึ้นเวทีด่าได้ เด็กอายุ 5 ขวบสอนให้ด่าทักษิณบนเวทีด่าได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2540ให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของประชาชน …หากสิ่งที่ด่าทำให้ทักษิณเขาเสียหาย เขาก็ฟ้องร้องดำเนินคดีตาม ขบวนการยุติธรรม …..ถึงท่านหั้งหลายที่เป็นตัวการชักจูงให้ทหารเข้ามาทำลายฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญอันเป็นที่รักยิ่งของเรา…ขณะนี้ แม้แต่การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรียังทำได้ยากเลย สื่อมวลชนผู้ส่งเสริมให้ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหาร รายงานข่าวตามความเป็นจริงยังลำบาก นักวิชาการ นักศึกษา หรือประชาชน รวมตัวกันเกิน 5 คน เพื่อแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง ยังไม่ได้.แม้กระทั่งเว็บไวต์บางเว็บไซต์ยังถูกปิด เสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนภาคใต้ เผด็จการคปค.ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเมื่อเที่ยบกับรัฐบาลเผด็จการทักษิณ ..แล้วพันธมิตรฯ+นักวิชาการตลอนจนผู้ที่สนับสนุนให้เผด็จการทหารในการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหลายยัง มีความสุขอีกหรือ เมื่อท่านคือผู้หนึ่งที่ทำลายสิทธ เสรีภาพ และประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย

Comments are closed.