◊ กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต ค้านการเดินหน้าศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ในยุค คปค.


กลุ่มพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตแถลงแก่สื่อมวลชน ยืนกรานค้านการเดินหน้าศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ซึ่งผู้บริหารของสำนักปรมาณูเพื่อสันติประกาศผลักดันให้มีการอนุมัติเดินหน้าประมูลศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งใหม่ภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร ระบุจะไม่ยอมรับการตัดสินใจใดๆ ภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย >>


ประชาไท—27 ก.ย. 2549 กลุ่มพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตแถลงแก่สื่อมวลชน ยืนกรานค้านการเดินหน้าศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ซึ่งผู้บริหารของสำนักปรมาณูเพื่อสันติประกาศผลักดันให้มีการอนุมัติเดินหน้าประมูลศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งใหม่ภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร ระบุจะไม่ยอมรับการตัดสินใจใดๆ ภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
โดยกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตได้แจกแจงเหตุผลในการคัดค้านการเดินหน้าศูนย์วิจัยนิงเคลียร์ 4 ข้อคือ1. เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างเหลือเชื่อ ที่ผู้บริหารสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยังกล้าที่จะผลักดันให้มีการอนุมัติเดินหน้าประมูลโครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ใหม่ ทั้งที่พวกเขาทั้งหมดอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงจากปัญหาการเร่งรัดอนุมัติและดำเนินโครงการฯที่องครักษ์กับบริษัทเจเนอรัล อะตอมมิคส์ (จีเอ) คู่สัญญา ที่สร้างความอื้อฉาวในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและความไม่โปร่งใส ที่กำลังอาจจะทำให้ประชาชนไทยต้องเสียค่าโง่อีกครั้ง หน่วยงานนี้และกรรมการศึกษาความจำเป็นใดๆเกี่ยวกับโครงการนี้ ไม่มีสิทธิและความชอบธรรมใดๆอีกแล้วที่จะมาตัดสินใจและดำเนินโครงการที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แทนที่จะคิดไปก่อเหตุเสียค่าโง่ครั้งใหม่ คนเหล่านี้ควรจะมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่า

2. หน่วยงานและกรรมการด้านนิวเคลียร์เหล่านี้ ไม่ควรลืมหรือแกล้งลืม ว่ามติครม.ที่อนุมัติโครงการนี้ในปี 2536 นั้น เป็นมติที่ให้ “ย้าย” เครื่องปฏิกรณ์ที่บางเขนออกไปหาที่ตั้งใหม่ เนื่องจากเครื่องเดิมตั้งอยู่ใกล้สนามบินเกินไป ไม่ใช่เป็นเหตุผลเรื่องความจำเป็นใดๆทั้งสิ้นที่เมืองไทยจะต้องขี่ช้างจับตั๊กแตนด้วยการสร้างเครื่องปฏิกรณ์มาใหม่มาผลิตรังสีอีก เพราะถึงแม้จะมีความต้องการใช้รังสีอยู่บ้างในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิชาการว่าความต้องการใช้นี้ มีมากจนถึงขนาดที่สังคมไทยต้องแบกรับความเสี่ยงในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์เอง อีกทั้งปัจจุบันนี้ก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆที่สามารถผลิตรังสีมารองรับความต้องการใช้เหล่านี้ได้โดยที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการใช้เครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งทั้งเป็นอันตราย ทั้งจะก่อปัญหากากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ที่สนามบินก็ถูกย้ายไปแล้ว เหตุผลความจำเป็นที่อ้างไว้แต่เดิมจึงยิ่งฟังไม่ขึ้น เราขอเรียกร้องจรรยาบรรณจากนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของไทยว่า อย่าหาข้ออ้างเรื่องความจำเป็นลวงๆมาเพื่อรองรับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนธุรกิจนิวเคลียร์อีกเลย

3. ปส., คณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการปรมาณูเพื่อสันติ ไม่ควรลืมว่าโครงการนี้มีปัญหาถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่มาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ก่อนที่คณะอนุกรรมการอุปโลกน์ใดๆจะมีมติใดๆเกี่ยวกับอนาคตของชุมชนที่องครักษ์และอนาคตของประเทศไทยที่จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นนี้ เราขอตั้งคำถามเตือนสติว่า หน่วยงานหรือคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการเหล่านั้น เคยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนแล้วหรือ เคยเปิดให้มีการถกเถียงอภิปรายในทางสาธารณะแล้วหรือ บทเรียนปัญหาที่ผ่านมายังตอกย้ำไม่พออีกหรือว่า การขาดสำนึกเรื่องการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบจากสาธารณะ สามารถนำไปสู่ความเสียหายได้ขนาดไหน ซึ่งความเสียหายนั้นไม่เพียงเป็นเรื่องของตัวเงินค่าเสียหาย แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิของชุมชนและประชาชนไทยอีกด้วย

4. กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต ขอเรียกร้องจิตสำนึกประชาธิปไตยของหน่วยงานนี้อีกครั้ง ที่จะล้มเลิกความคิดผลักดันโครงการนี้ไปก่อน ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีกระบวนการถกเถียงทางสาธารณะถึงความจำเป็นของโครงการนี้ และตราบใดที่ยังไม่มีกระบวนการให้ประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ ได้ร่วมตัดสินใจ

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตระบุว่าภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน กลุ่มฯ จะไม่ยอมรับการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น ทั้งที่เป็นการอนุมัติ หรือกระทั่งไม่อนุมัติโครงการนี้ ภายใต้ระบอบการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย