◊ อารยะขัดขืนต้าน คปค. ยึดอำนาจ รวมตัวเกิน 5 หน้าลานโดม

อารยะขัดขืนภาคปฏิบัติ รวมตัวลานโดม ธรรมศาสตร์ ฝืนคำสั่ง คปค.ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ชัดเจน ภายใต้สถานการณ์กฎอัยการศึก ! >>

ประชาไท – 25 ก.ย. 49 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. กลุ่มโดมแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์กล่าวกิจกรรมนักศึกษา และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมจัดการชุมนุมเพื่อพูดคุยทางการเมืองเกินกว่า 5 คน โดยระบุว่าเป็นการอารยะขัดขืนภาคปฏิบัติ เพื่อคัดค้านการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา


การชุมนุมดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ที่ ลานโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่ามกลางผู้สนใจจำนวนมาก แบ่งเป็นกลุ่มที่แสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านนั่งล้อมวงนั่งฟังการสนทนาประมาณ 50 คน ผู้สนใจที่มายืนฟังและผู้สื่อข่าวอีกกว่า 100 คน โดยผู้อภิปรายหลักได้แก่ นางสาวอรุณวณา สมิกวาที นักศึกษาคณะวารสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน นายเมธัส บัวชุม นักศึกษาปริญญาโทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวกนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นางสาวอรุณวณา กล่าวแสดงความเห็นในการอารยะขัดขืนภาคปฏิบัติครั้งนี้ว่า มาเพราะมีคนเชิญให้มามั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน คิดว่าเป็นคำเชิญที่น่ารักมาก ถ้าอยู่บ้านเฉยๆก็หงุดหงิดเพราะโทรทัศน์มีอะไรมาตัดบ่อยๆนางสาวอรุวณา กล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่ได้เกลียดทหารแต่ที่ต้องออกมาเพราะเสรีภาพเป็นสิ่งที่มากับเราไม่มีใครจะเอาไปได้ เชื่อว่าทุกคนคงมีความเชื่อเช่นนี้ อย่างไรก็ตามคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนไทยจำนวนมากยอมรับรัฐประหารเพราะคนไทยจำนวนมากเกลียดทักษิณ จึงยืนดีปรีดาที่มีคนมาไล่ทักษิณออกไปให้ข้อสอง เพราะคนไทยเป็นคนใจอ่อน ไม่สงสัยเจตนาคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่ไปที่มา เช่น เห็นรถถังก็รู้เพียงแค่มันยังไม่ยิง แต่ไม่ได้สนใจว่ามาจากที่ไหน มาทำอะไร เพราะฉะนั้นภาพความรื่นเริงระหว่างประชาชนและรถถังที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์จึงเป็นเรื่องตลกที่ขมขื่นมากข้อสาม สังคมไทยไม่เชื่อการพึ่งพาตัวเอง แต่มักยึดติดที่ตัวบุคคล เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องฮีโร่ เมื่อ 5 ปีก่อนก็รู้สึกกับทักษิณแบบนี้ แต่ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้วกลายเป็นเชื่อ คปค.แทน ทั้งๆที่ประกาศของ คปค.หลายฉบับกระทบต่อเราโดยตรงโดยเฉพาะการห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เพราะเกรงว่าชาติจะแตกสามัคคี คิดว่าเป็นความคิดที่ผิด ขอย้ำว่าการเห็นต่างไม่ใช่การแตกสามัคคีอย่างแน่นอน

ส่วนนายธนาพลกล่าวในการชุมนุมว่า วันนี้คือการมาด่าการรัฐประหาร แต่ขอพูดถึงข้อดีก่อนว่าคือการรัฐประหารครั้งนี้ทำให้มีวันเด็กเพิ่มขึ้น

ต่อจากนั้นจึงได้ด่าการรัฐประหารว่า การห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน โดยมีโทษจำคุกและปรับ รู้สึกว่าทำไมค่าตัวของเราจึงมีแค่นี้ เป็นการดูถูกและดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่วนการชุมนุมในวันนี้คือการอารยะขัดขืนเป็นหนึ่งในวิธีการสันติวิธี

นายธนาพล ได้ถามดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยืนสังเกตการณ์การชุมนุมบริเวณนั้นด้วยว่า จำได้หรือไม่ว่า 15 ปีก่อน ในการรัฐประหารที่นำโดย สุ เต้ ตุ๋ย ให้เหตุผลอะไรบ้าง 5 ข้อ ได้แก่ พฤติการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ซื่อสัตย์ สุจริต ข้าราชการเป็นเผด็จการทางรัฐสภา การทำลายสถาบันทางทหาร และการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

ส่วนในครั้งนี้ก็ให้เหตุผลไปทางเดียวกันและบอกด้วยว่าทำให้สังคมแตกแยก ดังคือการกำลังบอกว่าการชุมนุมก่อให้เกิดความวุ่นวาย อีกนัยหนึ่งคณะรัฐประหารกำลังบอกว่ากลุ่มผู้ไล่ทักษิณที่ออกมาชุมนุมก่อนหน้านี้สร้างความวุ่นวาย สร้างการแบ่งแยกทางการเมือง เขาด่าแล้วยังออกมายินดีไม่รู้ว่าเกิดการวิปริตแบบใด

นอกจากนี้ คณะรัฐประหารได้อ้างถึงการที่รัฐธรรมนูญไม่ทำงานทำให้ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ และในกรณีการจัดการกับนักการเมืองที่คอรัปชั่น หากย้อนกลับไปที่การรัฐประหารเมื่อ 15 ปีก่อน ก็เคยมีการตั้งมิสเตอร์ไม้บรรทัดเพื่อจัดการนักการเมืองทุจริต แต่ต่อมากลายเป็นการซูเอี๋ย กรรโชกทรัพย์นักการเมืองมาสู่พรรคสามัคคีธรรม

“ในครั้งนี้ขอท้าเลยว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นต่างๆ เช่น ปปช. กกต. ในครั้งนี้จะไม่สามารถยึดทรัพย์นักการเมืองคนใดได้ คงทำได้บ้างในส่วนปลาซิวปลาสร้อย เพราะการเมืองไทยมันแคบดังนั้น การที่ทักษิณได้สัมปทานต่างๆ เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นของกลไกราชการซึ่งก็คือคณะปฏิรูปในครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อมีส่วนในการคอรัปชั่น จึงไม่มีทางจะจัดการกับนักการเมืองคนใดได้ การคาดหวังลมๆแล้งๆก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วย”

นายธนาพล กล่าวถึงความไม่มีเหตุผลที่ คปค.มีคำสั่งยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า คปค.ได้อ้างการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงต้องยกเลิก แต่ขอให้ดูว่าในรัฐธรรมนูญนี้ที่มีกว่า 300 มาตรา ว่ามีองค์กรที่ตั้งขึ้นมากมาย แม้แต่ทหารหรือมาตรา 7 ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ จึงต้องยกเลิกไปด้วย ดังนั้นการยกเลิกบางองค์กรคือการยกเลิกอะไรที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกูนั่นเอง

นายเมธัส กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการข่มขืนทางการเมือง สิทธิเราอยู่ในมือคนอื่น เหมือนเราล่อนจ้อนไม่มีอะไรคุ้มครองกาย

ทั้งนี้ นายเมธัส ให้ความหมายการข่มขืนว่า เป็นการละเมิดทางร่างกายและจิตใจ โดยการล่อหลอกและใช้กำลังบังคับ ในครั้งนี้คือการใช้รถถังบังคับ ปิดปาก การข่มขืนมักเกิดจากผู้ใหญ่ กระทำต่อเด็กและสตรี หรือการกระทำของคนที่มีอำนาจมากกว่า

“เราถูกทำให้เป็นเด็กภายใต้กฎอัยการศึกโดยคณะรัฐประหารและง่ายต่อการถูกข่มขืน”

นายเมธัสกล่าวอีกว่า การที่ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้า คปค. บอกว่า จะขอเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งต่อไปคงจะให้นายกรัฐมนตรีเถื่อน คณะรัฐมนตรีเถื่อนมาด้วยวิธีการที่นุ่มนวล โดยส่วนตัวเชื่อว่า คปค. ชุดนี้ไม่ศรัทธาประชาธิปไตย ถามว่า คปค. จะร่างรัฐธรรมนูญแล้วจัดการเลือกตั้งทำไมในเมื่อได้ฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้วจึงถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่จริงใจ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำโดยเร็ว คือการเยียวยาความรู้สึกของสังคมไทย แต่การเยียวยาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้ายังไม่ไล่คณะทรราชย์ออกไปก่อนนางสาวกนกรัตน์ กล่าวถึง ผลกระทบของการทำรัฐประหารต่อสังคมไทยว่าคือการบั่นทอนพลังและกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติวิธีและวิถีประชาธิปไตยที่มิใช่เพียงการเลือกตั้ง เนื่องจากภาพความสำเร็จของการจัดการกับนายกทักษิณโดยการรัฐประหาร บดบังภาพของพลังประชาชนที่ต่อสู้มาก่อนหน้านี้ ทำให้ส่งผลต่อความเชื่อถือที่สังคมมีต่อกระบวนการต่อสู้แบบประชาธิปไตย
อีกทั้ง การประกาศห้ามชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ยังเป็นการผลักให้คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างยิ่งไร้พื้นที่ยืนในสังคม และที่สำคัญเป็นการสร้างสภาวะที่ทำให้คนในสังคมขาดความเชื่อมั่นต่อการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระยะยาวอีกด้วย

นอกจากนี้ การรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาและป้องกันการกลับมาของระบอบทักษิณได้ เพราะยังมีประชาชนที่ยึดติดกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ และจะเห็นได้ว่าปัญหาของระบอบทักษิณนั้นไม่ใช่ปัญหาเพียงแค่ตัวของทักษิณ แต่เป็นปัญหาของระบบการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว การแก้ไขจึงไม่ใช่เพียงการเข้าจัดการกับทักษิณเพียงคนเดียว

อีกประการหนึ่ง การรัฐประหารไม่สามารถรับรองสิทธิความเป็นประชาชนและสิทธิทางการเมืองที่สูญเสียไปภายใต้ระบอบทักษิณ เพราะมาตรการต่างๆที่ประกาศใช้ในการห้ามชุมนุมและห้ามแสดงออกทางการเมือง กำลังละเมิดสิทธิอันชอบธรรมในการแสดงออกและมีส่วนร่วมในกระบวนทางการเมือง

ประการสุดท้าย การรัฐประหารผูกขาดอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ผิดพลาดของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การตัดสินใจแต่งตั้งที่ปรึกษาทางกฎหมาย ป.ป.ง. หรือ กระบวนการเลือกสรรนายกรัฐมนตรีงล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม

แม้ว่าการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้จะมีเกินกว่า 5 คน แต่ก็เป็นไปอย่างสงบ สันติ และไม่มีการจับกุมผู้มาร่วมแต่อย่างใด

ย้อนอ่านข่าวก่อนหน้า

ชุมนุมเกิน 5 คนที่ลานโดม มธ.ต้านรัฐประหาร

ประชาไท — 25 ก.ย. 2549 หลังจากมีปรากฏการณ์ที่หน้าห้างสยามเซ็นเตอร์ในวันที่ 22 กันยายน 2549 โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ” 19 กันยาต้านรัฐประหาร” ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ซึ่งเป็นข่าวทั้งในไทยและต่างประเทศ ในเวลาต่อมา มีการประกาศนัดชุมนุมกันเกิน 5 คนที่ลานโดม ข้างสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 25 กันยายน 2549 เวลา 17.00น. เป็นต้นไป เพื่อร่วมเสวนาในหัวข้อ ” ทำไมต้องต้านรัฐประหาร” จัดโดย โดยกลุ่มโดมแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ประสานงานศูนย์ข่าวกิจกรรมนักศึกษาและ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน กล่าวถึงการนัดชุมนุมในวันที่ 25 กันยายน 2549 ว่า เป็นสิทธิที่ประชาชนทำได้และไม่ยอมรับคำสั่งการห้ามชุมนุมของคณะปฏิรูปฯ เนื่องจากคณะปฏิรูปฯ ไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่ใช้วิธีการฉีกรัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ายึดอำนาจต่อข้อวิจารณ์ที่ว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ถือเป็นความไร้เดียงสา

นายธนาพลกล่าวว่า ความไร้เดียงสาอยู่ที่ความเชื่อว่าเมื่อผ่าน 2 สัปดาห์นับจากยึดอำนาจไปแล้ว ทหารจะกลับเข้ากรมกองอย่างไม่แทรกแซงการเมือง และบอกได้เลยว่าคณะปฏิรูปฯ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ”การรัฐประหารไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับประชาชน แต่เป็นปัญหาเรื่องทหารกลัวถูกโยกย้าย และเป็นการช่วงชิงโอกาสในจังหวะที่ประชาชนเบื่อรัฐบาล” นายธนาพลกล่าว

นายธนาพลกล่าวต่ออีกว่า การกล่าวหาผู้ที่ต่อต้านการรัฐประหารว่าเป็นพวกของนาย ทักษิณ ชินวัตรนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือน และในฐานะที่ตนเองเป็นบรรณาธิการวารสารการเมืองซึ่งวิจารณ์ระบอบทักษิณ เสมอมา เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าไม่เคยเป็นพวกทักษิณและช่วงที่ผ่านมาก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เป็นความจริง

“เราไม่ยอมรับตรรกะว่ามีแค่เพียง 2 ฝ่าย เพราะอย่างน้อยต้องมี 3 ฝ่าย และแม้เป็นเสียงส่วนน้อย ก็ต้องมีสิทธิที่จะพูด” นายธนาพลกล่าวนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจัดชุมนุมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ว่า ไม่ต้องการให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนตอนที่ทหารเข้ายึดอำนาจในยุค รสช. เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความใกล้เคียงกันมาก คือในช่วงแรกๆ ประชาชนก็มีความยินดีที่ทหารเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้เป็นดังที่คาดหวัง”รัฐบาลพลเรือนที่ตั้งโดยทหาร ก็เป็นเพียงแค่นอมินีของทหาร” นายโชติศักดิ์กล่าว

นอกจากนั้นในประเด็นสิทธิในการชุมนุม นายโชติศักดิ์กล่าวว่า ตนเองเคยทำการประท้วงขับไล่นายทักษิณ ชินวัตรให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งในตอนนั้นก็ถูกผู้ใหญ่บางคนมองว่าการกระทำเช่นนั้นไร้เดียงสา อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้คณะปฏิรูปฯ ผู้ที่จะมาสร้างประชาธิปไตยกลับวางกำลังทหารไว้ทั่วไป และห้ามการชุมนุม มีการปิดเวบไซต์ซึ่งเป็นสื่อที่เสรีที่สุด ซึ่งเป็นการละเมิดต่อหลักการประชาธิปไตย “คปค.น่าจะย่อมาจาก คณะปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” นายโชติศักดิ์กล่าว

นายณัฐสิฏษ์ เกียรติวงศ์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการชุมนุมว่า ตนเองไม่สามารถรอสัญญาที่ว่าประชาธิปไตยจะมาหลังจากรัฐประหาร 2 สัปดาห์ เพราะนี่คือบรรทัดฐาน ว่าการรัฐประหารไม่ว่าจะด้วยระยะสั้นหรือระยะยาว หรือสาเหตุประการใดก็เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมโดยตัวมันเอง

“แม้วันนี้ประชาชนจะชื่นชม ทหารและกระบอกปืนที่คุมอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แต่ไม่มีอะไรสามารถประกันได้ว่ากระบอกปืนจะไม่หันเข้าหาประชาชน เมื่อความต้องการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป” นายณัฐสิฏษ์ กล่าว