◊ ปัญหาตรรกะ ‘การยอมรับความชอบธรรม’ ของคณะปฏิรูปฯ

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความคิดเห็น แต่การแยกแยะประเด็นและการใช้ตรรกะต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นปัญหา บทความของ ‘ประวิตร โรจนพฤกษ์’ ขอทบทวนตรรกะที่คนไทยแต่ละกลุ่มนำมาใช้ เพื่อสนับสนุนการทำรัฐประหารคณะปฏิรูปฯ พร้อมเสริมประเด็นที่อยากจะขอแย้ง ‘อย่างมีเหตุผล’ >>



ผู้เขียนคิดว่าการให้ความชอบธรรมแก่คณะปฏิรูปโดยการอ้างเหตุผลต่างๆ มีปัญหาทางตรรกะไม่น้อย ดังจะขอเสนอความเห็นโต้ตรรกะต่างๆ เป็นข้อๆ ดังนี้


ตรรกะที่ 1: ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับ
กลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนมากในหมู่นักกิจกรรม (Activist) สมาชิกองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ซึ่งปัจจุบันกำลังวุ่นวายอยู่กับการเสนอให้คณะปฏิวัติทำโน่นทำนี่ รวมถึงว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการยอมรับความชอบธรรมของกลุ่มผู้ก่อรัฐประหารไปโดยปริยายคำถามที่สำคัญและพื้นฐานกว่าคือ คุณยอมรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหารที่ใช้กำลังอาวุธล้มล้างรัฐบาลและรัฐธรรมนูญรวมทั้งจำกัดสิทธิต่างๆหรือไม่ ถ้าใช่ เพราะอะไร ถ้าไม่ เพราะเหตุใด สังคมไทยไม่มีวันไปถึงความเป็นประชาธิปไตยได้หากผู้คนไม่สามารถคิดประเด็นนี้แตกหากทักษิณ = การบริหารสังคมที่ผิด และเป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตย + การกระทำรัฐประหารซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผิด + ผิด = ถูก หรือประชาธิปไตย ได้จริงหรือ? ตรรกะนี้ง่อนแง่นมาก เพราะตอนทักษิณได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงท่วมท้น 16 ล้านเสียง ผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตร ทำไมจึงไม่ยอมรับทักษิณแล้วบอกว่า ยอมรับเพราะทักษิณชนะการเลือกตั้งแล้ว

ตอบ: ก็เพราะพวกเขาเชื่อว่าทักษิณโกงเลือกตั้ง ใช้นโยบายประชานิยมมอมเมาคนจน คนชนบท พวกเขาจึงสรุปว่าทักษิณบิดเบือนเจตนารมณ์ระบอบประชาธิปไตย และลุกขึ้นต่อสู้

แต่พอทหารใช้กำลังยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ จำกัดสิทธิต่างๆอย่างไม่ถูกต้อง กลับบอกว่า “แล้วจะให้ทำไงล่ะ ก็มันเกิดขึ้นแล้ว” ช่างสองมาตรฐานจริงๆ

ตรรกะที่ 2: ทักษิณเลวกว่า (ระบอบเผด็จการทหารใหม่)
ประเด็นคือ คุณวัดได้อย่างไร และสรุปได้แล้วหรือว่าเลวร้ายกว่า อย่าลืมว่าผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้ตัว ซาบซึ้งในความเป็นทรราชที่คดโกงของทักษิณ และคนจำนวนมากที่ยอมรับกลุ่มรัฐประหารก็เคยลงคะแนนเลือกทักษิณมาก่อน และเคยมองว่าทักษิณเป็นฮีโร่ สนับสนุนทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตาเสียเป็นปีๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยก็กำลังบอกในตอนนี้ว่าการยึดอำนาจของทหารเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (ผู้เขียนไม่เคยไปลงคะแนนให้ทักษิณ เพราะเชื่อว่ามันอันตรายต่อประชาธิปไตยที่จะเลือกลงคะแนนให้คนที่รวยที่สุดอันดับต้นๆ ของประเทศเป็นนายกฯ ซึ่งเท่ากับช่วยให้อำนาจการเงินและการเมืองกระจุกอยู่ภายใต้คนๆ เดียว)

ถ้าเราต้องการหาข้อสรุปตอนนี้ อาจต้องรอให้กลุ่มทหารกุมอำนาจอีก 5 ปี (เพราะทหารอาจแต่งตั้งรัฐบาลหุ่นกระบอกและอาจโยงใยมีเอี่ยวกับการเลือกตั้งอีกหนึ่งปีข้างหน้าที่พวกเขาสัญญาว่าจะจัดให้ และถ้าเลือกตั้งมีปัญหาอีก ก็อาจกลับมายึดอำนาจใหม่อีกรอบ สองรอบก็ยังได้ และซากเดนระบอบทักษิณยังมีโอกาสกลับมาได้รับการเลือกตั้งอีก เพราะคนชนบทยังคงนิยมอยู่)

ตรรกะที่ 3: การปฏิวัติครั้งนี้มิได้เกิดความรุนแรง ทำให้สังคมสงบ เลิกแตกแยก แถมผู้คนในกรุงเทพฯ ไปมอบดอกไม้ ถ่ายรูปคู่

ใครก็ตามที่บอกว่าการปฏิวัติครั้งนี้ปราศจากความรุนแรงนั้น คงเข้าใจเรื่องความรุนแรงอย่างจำกัดและแคบมากๆ ในทัศนะผู้เขียน ความรุนแรงได้เกิดขึ้นแล้วโดยทหารที่ส่งรถถังและกำลังเข้าไปล้อมสถานีโทรทัศน์และจุดสำคัญต่างๆ การฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน รวมถึงการสั่งให้สื่อเสนอข่าวที่ “สร้างสรรค์” เหล่านี้ล้วนเป็นการใช้ความรุนแรงทั้งสิ้นและอย่างชัดเจน

อย่าลืมว่าแกนนำระบอบทักษิณก็ยังถูกควบคุมตัว รวมถึงคุณฉลาด วรฉัตรที่ออกไปประท้วงและถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับทักษิณ โดยที่ขณะนี้คนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่สนใจว่าคนอย่างคุณฉลาดอยู่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 25 กันยายน ตำรวจสองนายก็ได้เข้าไปบอกให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ดูแลควบคุมไม่ให้นักศึกษาออกมาประท้วงที่ธรรมศาสตร์

ส่วนประเด็นเรื่องว่าสังคมไทยตอนนี้สงบ ไม่แตกแยก และหยุดทะเลาะกันแล้ว จริงหรือ ผู้เขียนได้ชมการให้สัมภาษณ์ของคุณวสันต์ เจ้าของกิจการรถเบนซ์ทองหล่อทางยูบีซี ช่อง 7 เวลาประมาณ 11.00 น.ของวันที่ 25 ก.ย. ว่าสถานการณ์ตอนนี้ “ดีกว่าเก่า มันหยุดทะเลาะกัน” เป็นความเห็นที่ต้องตั้งคำถามว่าหยุดทะเลาะหรือถูกอำนาจทหารบังคับให้เงียบสงบชั่วคราว และจะสงบเงียบได้นานเพียงใด หรือต้องอยู่ภายใต้กระบอกปืนทุกๆ 10 ปี โดยเชิญ “คณะปาฏิหารย์ทางการเมือง” มาปฏิรูปอีก

ความสงบในปัจจุบันนี้เป็นความสงบแต่เปลือก ฉาบฉวย เพราะถูกกำลังบังคับให้หุบปาก และอยู่นิ่ง ไม่มีหลักประกันใดๆว่ามันจะนำไปสู่ทางออกอย่างแท้จริง จนกว่าสังคมไทยจะสามารถเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาการเมืองและอื่นๆโดยการไม่ใช้กำลัง

การยอมรับวิธีแก้ปัญหาโดยการยึดอำนาจ ไม่ต่างจากเด็กทะเลาะกันแล้วต้องรอให้ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจต้องมากดปุ่ม Reset เกมส์ประชาธิปไตยกันใหม่ แล้วถ้าคนชนบท คนจนไปเลือกนักการเมืองเลวร้ายอย่างทักษิณ ซึ่งอาจมาในชื่ออื่นแล้ว เราจะทำอย่างไร อย่างนี้สู้มิต้องมีการเลือกตั้งเสียเลยดีไหม กลับไปปกครองระบบไพร่ทาสให้รู้แล้วรู้รอดไป ทั้งคนไทยและต่างชาติจะได้ไม่ต้องสับสนกับคำว่า “ประชาธิปไตย”อีกต่อไป

ส่วนมายาภาพที่ว่าทุกคนแฮปปี้กันดีจริงนั้น หากเป็นจร้งแล้ว กลุม่ทหารจะควบคุมสื่อปิดกั้นการชุมนุมโดยสงบทำไม (ได้ยินมาว่านักจัดรายการทีวีชื่อดังคนหนึ่งไม่พอใจที่ทหารห้ามส่ง SMS มายังรายการ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าไม่พอใจเพราะทนเห็นประชาชนขาดเวทีแสดงออก หรือเพราะขาดรายได้กันแน่) ขอให้สังเกตว่าสื่อต่างชาติให้ความสนใจรายละเอียดกลุ่มผู้ประท้วงการรัฐประหารมากกว่าสื่อไทยเสียอีก แม้กระทั่งห้างสยามพารากอนก็ปิดรั้วไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้สถานที่ แถมส่งพนักงานทำความสะอาดมาทำความสะอาดประจำปีเวลาห้าโมงของเย็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ประท้วงนัดชุมนุม ช่างเป็นการบังเอิญเสียจริงๆจนคนทั่วไปอาจคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเสียงคัดค้านทางการเมือง

ตรรกะที่ 4: รัฐธรรมนูญตายไปนานแล้ว
ถ้ายอมรับเช่นนี้ก็เท่ากับยอมปล่อยให้ศพซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญเละขึ้นไปอีก โดยปล่อยให้กลุ่มคนที่ใช้อำนาจอีกกลุ่มหนึ่งมาปู้ยี้ปู้ยำศพต่อไป การยอมรัฐประหารมิได้ช่วยรัฐธรรมนูญ แถมยังตอกย้ำความเชื่อและธรรมเนียมผิดๆที่ว่าไม่ชอบใจ แก้ปัญหาการเมืองไม่ได้เมื่อใด ก็ใช้กำลังฉีกรัฐธรรมนูญและยึดอำนาจรัฐบาลมันเสียเลย

ผู้เขียนขอเสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งชุดลาออก เพื่อแสดงสปิริตจุดยืนว่าไม่ร่วมสังฆกรรมกับกระบอกปืนและรถถัง ตอนนี้หากขับไล่เผด็จการกลุ่มใหม่ไม่ได้ พวกท่านเหล่านั้นก็น่าจะสามารถแสดงจุดยืนจุดประกายให้สังคมหยุดคิดว่าควรให้ความร่วมมือกับผู้ยึดอำนาจโดยใช้กำลัง และละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอย่างฉกรรจ์หรือไม่

ตรรกะที่ 5: เชื่อในความดีของตัวบุคคล ผู้นำคณะรัฐประหาร

สำหรับคนที่เชื่อว่า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นคนดีและหวังดีต่อบ้านเมือง (ซึ่งอาจดีจริงในแง่ปักเจก) ต้องเข้าใจก่อนว่าพลเอกสนธิได้กลืนคำพูดตัวเองไปแล้วคำโต เพราะเคยพูดทำนองว่าการปฏิวัติเป็นอดีตไปแล้ว ทหารในระบอบประชาธิปไตยไม่ทำ

และถึงแม้อาจจะดีจริงๆ สุดท้ายก็ต้องถามว่าพลเอกสนธิจะควบคุมไม่ให้ลูกน้องไปตัดเค้กแบ่งผลประโยชน์กับลิ่วล้อระบอบทักษิณและระบอบอื่นๆได้จริงหรือ เมื่อวันศุกร์ที่แล้วมีข่าวชิ้นหนึ่งพูดถึงการไปมอบตัวของอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย และหนึ่งในสอง ส.ส.ก็ให้สัมภาษณ์ว่าตนรู้จักทหารในพื้นที่ดี การพูดคุยจึงเรียบร้อยไม่มีอะไร สังคมไทยเป็นสังคมที่เล่นพรรคเล่นพวก ใยสัมพันธ์โยงใยหลายระดับทั้งแนวดิ่ง แนวราบ แนวทะแยง และแนวผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมายและศีลธรรม

คนไทยยึดติดกับตัวบุคคลมาก หนังสือพิมพ์สู้กับเผด็จการจนในที่สุดลืมตนไปว่า กำลังสู้กับระบอบเผด็จการ ไม่ใช่แค่ตัวทักษิณ แต่พวกเขายอมรับผู้นำเผด็จการชุดใหม่ได้เพราะยังเชื่อว่าพลเอกสนธิเป็นคนดี หกปีที่แล้วผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งเอ็นจีโอ แอกติวิสต์ ก็เชื่อว่าทักษิณเป็นคนดีเช่นกัน

ส่วนที่หลายคนอ้างว่า ทหารสัญญาแล้วว่าจะคืนอำนาจและปฏิรูปการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยนั้น ต้องถามว่าทหารที่ปฏิวัติชุดก่อนๆในอดีต มีชุดไหนบ้างไหมที่พอยึดอำนาจได้แล้วจะออกมาประกาศว่า “เราจะคืนอำนาจสู่ประชาชนโดยช้าที่สุด และจะขอโกงกินต่อจากกลุ่มอำนาจเก่าที่เพิ่งถีบออกไป”

น่าสงสัยว่าคนที่คิดว่าตอนนี้เรายังไม่สามารถสรุปได้ เพราะยังเร็วเกินไป เคยเรียนรู้อะไรจากอดีตหรือไม่ เพราะหากเรายอมรับว่าพอทหารยึดอำนาจ ก็ต้องให้เวลาฮันนีมูนกับเขาไปก่อน อีกหน่อยจึงจะตัดสินใจได้ แล้วพอประชาชนถูกทรยศก็จะบอกว่า ไม่รู้มาก่อนว่าจะลงเอยแบบนี้ อีกหน่อยทหารรุ่นใหม่ก็จะได้ใจ เข้ามายึดอำนาจปฏิวัติรัฐประหารอีกเวลาเกิดความขัดแย้งในสังคม (ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย) เพราะพวกเขารู้ว่า พวกเขาจะได้โอกาสฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับสื่อและประชาชนอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างแน่นอน

ตรรกะที่ 6: ไม่เอารัฐประหารแล้วจะเอาอะไร

ก็เห็นเมื่อก่อนพูดกันหนาหูว่า ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาใคร…

โลกนี้มิได้มีแค่ 2 ทางเลือกเสมอไป คงต้องช่วยกันคิดทางเลือกที่ 3 ที่ 4 กันต่อไป

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ทักษิณกับรถถัง

ตรรกะที่ 7: กลัวปฏิวัติซ้อนจากทักษิณ

คนที่คิดเช่นนี้จะใช้ชีวิตอยู่ในภาวะความกลัวไปอีกนานเพียงใด เมื่อไหร่จะกล้าพอที่จะฟูมฟักความมั่นใจว่าประชาชนจะสามารถแก้ปัญหาโดยสันติวิธีได้ในที่สุด แทนที่จะรอ “ปาฏิหารย์” จากทหาร ซึ่งย่อมสร้างบรรทัดฐานผิดๆ ต่อไป

ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการแก้ปัญหาผิดๆ ซ้ำซาก ไม่ได้ผล แถมยังไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้จากประสบการณ์ในอดีต


5 thoughts on “◊ ปัญหาตรรกะ ‘การยอมรับความชอบธรรม’ ของคณะปฏิรูปฯ

  1. หลายท่านที่ทำมาหากินไม่คล่องในช่วงก่อนปฏิวัติอาจหงุดหงิด …คุณวสันต์ อาจไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของ อุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงมีความรู้สึกว่ามันอึมครึม ไม่เป็นประโยชน์ต่อการขายรถเบนซ์ ของท่าน …ผู้ประกอบการกำลังแย่ เศรษฐีไหม่ไม่เกิด เพราะถูกโรงงานยักษ์ใหญ่จากจีนถล่มราคา…วสันต์น่าจะไปกระตุ้นให้ คปค. down size ซีพี และพวกส่งออกสินค้าเกษตรอื่นๆดีกว่า พยายามกระจายอาชีพ รากฐานของการเกาตรพื้นบ้านให้มากที่สุด ควรไปดูตัวอย่างจากจีน ซึ่งเขาผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกเพื่อประชาชน ชาวบ้านสามารถเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ ที่เหลือก็ขาย นี่คือเศรฐกิจพอเพียง ต่างจากเมืองไทย วัคซีนหายาก คิดค้นได้ แต่ก็ใช้ไม่แพร่หลาย เวลาเกิดไข้หวัดนกที ฆ่าไก่ทั้งหมด ชาวบ้านโดนเต็มเต็ม ส่วนพวกนายทุน ใหญ่ระดับส่งออก และขายครอบคลุมทั่วประเทศ รวยลูกเดียว ชาวบ้านเลี้ยงไม่ได้ต้องซื้อ ต้องกิน อย่าง
    นี้ ตายมั๊ย แล้วใครรวย…พวกนี้ ทำให้ภาคเกษตรที่เป็นรากหญ้า แห้งตายไปเรื่อยๆ …..การเคลื่อนย้ายเงินทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน มันง่ายและสะดวก …สินค้าเกษตรจากเพื่อนบ้านที่ บริษัทจากไทยไปลงทุน และนำเข้า มันส่งผลต่อ ราคาสินค้าภายในประเทศอย่าง น่ากลัว และคาดว่าจะยุ่งเหยิงและวุ่นวายในอนาคต….วสันต์ได้แต่ขายรถ วสันต์ สนใจรากหญ้าบ้างหรือเปล่า …เศรษฐีเมืองไทยมันมีรถเบนซ์กันไม่รู้กี่คันแล้ว มันไม่ซื้อของวสันต์หรอก หากเศรษฐีไหม่ไม่เกิด วสันต์ก็ขายรถได้น้อยลง ….ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากจะเกิดเศรษฐีไหม่ขึ้นมาก็ต้องมาจากภาคเกษตรเป็นสัดส่วนที่มากกว่าภาคอื่น ….รู้แล้วช่วยกระวิบ คปค.ด้วยนะว่า ประเทศมันแย่ ลง เพราะความไม่รู้สึกรู้สาของพวกเอาแต่ขายของอย่างวสันต์นี่แหละ….คปค. ผู้ถือปืน ลากรถถัง รถหุ้มเกราะมากลางเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งฉีกรัฐธรรมนูญ ปี2540 กลุ่มทหารผู้ซึ่งวสันต์บอกว่าจะทำให้ความอึมครึมหมดไป จะได้ขายรถได้หลายคัน โดยหารู้ไม่ว่า ตัวเองกำลังสนับสนุนให้เกิดความชอบธรรมในการทำรัฐประหารในครั้งนี้ …..หากอนาคตคุณวสันต์ขายรถเบนซืไม่ได้ขอจงรู้ไว้ว่า คุณคือหนึ่งในผู้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นผลต่อธุรกิจของคุณในทางที่เลวลง..จำไว้

  2. ผมไม่เชื่อที่วิเคราะห์มาที่มัวเมาประชาชนคุณดูถูกคนชนบท
    เอาอย่างนี้ดีกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีการโกงกันหมดทั้งตรงและทางอ้อม แต่ประชาชนที่ยากจนตามชนบทเขาได้รับการดูและเอาใจใส่และได้ประโยชน์จากการบริหารประเทศจากรัฐบาลไหนมากกว่ากัน

  3. ผมเป็นคนสิบสี่ตุลา ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าพวกผมมีบ้างที่ตายในการต่อสู้ครั้งนั้น มีบ้างที่ป่วยหรือเจ็บ บางคนที่รอดเหลือชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ยังพอมีเช่นผมเป็นต้น ความภูมิใจของผมหดหายไปครั้งหนึ่งเมื่อสุจินดา และพวกปฏิวัติ และคราวนี้มันมากกว่าครั้งนั้น เพราะพวกเราถูกหลอกให้สร้างเขื่อนไขเพื่อเปิดทางให้คนกลุ่มหนึ่งยึดอำนาจ เราคิดไม่ถึงว่าคุณสนธิ และจำลองซึ่งมีประสบการณ์ดี ๆ ในเรื่องนี้ จะสร้างหลุมพรางหลอกพวกเราเพียงเพื่อแก้เคนทักษิณ ที่มีข้อพิพาทส่วนตัว ผมว่ามันเลวกว่าสุจินดาเสียอีกเพราะพวกเรามีส่วนโง่ไปด้วย เจ็บใจจริง ๆ ที่เคยคิดว่าคุณทักษิณเป็นทรราช ที่จริงแล้วพวกสนธิ ลิ้มทองกุล และพวกเลวกว่าเยอะ เพราะมีใจเปิดรับการปฏิวัติ สารเลวจริง ๆ

  4. ประวิตร โรจนพฤกษ์วิเคราะห์เป็นวิชาการดีนิ แต่โน้มน้าวให้คนเห็นชอบและยอมรับความชอบธรรมของการปฏวัติ ผมว่านักวิชาการตามน้ำแบบนี้ไม่มีน้ำยา ทีหลังอย่าเปิดตำราเอามาบังหลังเพื่อให้ฟังแล้วมีน้ำหนักนะคุณ เพราะคิดก็ดี พูดก็ดี สู้พวกเราที่ต่อสู้มากับมือไม่ได้หรอกนะคุณประวิตร พูดด้วยศัพท์ชาวบ้านเพื่อให้ฟังหรืออ่านเข้าใจง่าย ๆ ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่ว่าจะสันติหรือส่งคราม ผมว่ามันบ้า มันทรยศ มันตระบัดสัตย์ มันไม่เป็นคน มันสารเลว เอาประชาธิปไตยคืนมา คนในสังคมเขามีวุฒิภาวะพอ แล้วลากเอาไอ้จำลองและไอ้สนธิ ทาสรับใช้พวกปฏิวัติไปตัดหัวเสียบประจานซะ ทุเรศ

  5. หลายคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และ 19 ตุลาคม ตลอดจน เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่พวกเราได้ซึมซับ ความเสียสละของบรรดาวีรชนผ่านทางสื่ออยู่เนืองๆ ธรรมสาสตร์ จุฬา รามคำแหง และ สถบันการศึกษาอื่นๆต่าง มีแนวคิดต่อต้านเผด็จการในทุกรูปแบบ ทั้ง อาจารย์และศิษย์ มีใจเป็นนึ่งเดียวในการต่อสู้กับเผด็จการ…สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งของข้อมูล-ความจริงและตีแผ่ให้ประชาชนทราบผ่านสื่อ สำนักพิมพ์ต่างๆที่ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นผู้บริหารมากมาย ….แต่ปรากฏการณ์รัฐประหารในครั้งนี้ มันแปลกมาก มันไม่น่าเชื่อว่าพวกสื่อ อาจารย์ มหาวิทยาลัย บางจำพวก เลือกยืนอยู่ข้าง รถถังและปากกระบอกปืน แสนสงสารวีรชนผู้กล้าผู้ยังมีชีวิตอยู่และผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้ซึ่งต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ…….รัฐธรรมนูญ 2540 มันผิดตรงไหน ..ถ้ามาตราไหนบกพร่องทำไมไม่แก้ไข…ฉีกมันทิ้งทำไม ??????? รัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยเลือดและน้ำตา ถูกฉีกทิ้งด้วยปืนและรถถังของเผด็จการทหาร แล้วชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนหน้านั้น….ก็สูญเปล่า …มิหนำซ้ำบรรดากลุ่มพันธมิตร อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน สื่อมวลชนบางสำนัก ตลอดจนประชาชนบางหมู่ผู้ถูกหลอกให้เข้าร่วมกดดัน และช่วยกันสร้างความวุ่นวาย ตามแผนการของ ใครบางคน ยังสนุบสนุนให้ทหารกระทำการรัฐประหาร..ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม เป็นการผ่าทางตัน…ตันตรงไหน การมีการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณที่มาจากเงินภาษีของประชาชนกันอย่างเข้มข้น ทั้งจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ ตลอดจนประชาชน ที่มีต่อฝ่ายบริหารอย่างนี้นี่หรือคือทางตันของประเทศ .นีมันเป็นพัฒนาการที่สวยงามของประชาธิปไตย ….ใต้หวัน ฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ประท้วงกันทีคนหลายแสน มากกว่าของไทย ตีกันหัวร้างข้างแตก เกาหลี ก็ประท้วงกันอย่างหนักหน่วง หนักกว่าของไทยอีก แต่ทำไม เขาถึงเจริญกว่าไทย..นี่คือประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงออก..เพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของคนส่วนมาก… ทหารควรเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุม ที่ชุมนุมอย่างสงบ หรือไม่สงบ แต่นี่เล่นลากรถถัง ปืนM16 มารักษาความสงบ อย่างนี้ใช้ได้เรอะ เหตุการณ์ก็ไม่มีเหตุรุนแรงอะไรแต่เอารถถังมาปฏิวัติรัฐประหาร จะให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้..ผลประโยชน์ตัวเดียว….ทหารไม่มีวิสัยทัศน์ อาจารย์ขันที ฝ่ายค้านผู้ไม่อยากค้าน และ พันธมิตรผู้โกรธแค้น …..เกลียดคนๆเดียว โกรธแค้นทักษิณคนเดียว ..มีการสร้างกระแสหยุดระบอบทักษิณ โดย สนธิ-จำลอง อภิสิทธิ์ ชวน เสนาะและสนั่น ฯลฯ .. แค่คนๆเดียวถึงกับสร้างเงื่อนไขเพื่อเปิดโอกาศให้ทหารทำการรัฐประหาร.และเหิมเกริมถึงขั้นฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทิ้งไป..คุ้มหรือ กับความสำเร็จในครั้งนั้ ทักษิณไป แต่ประเทศไทยยังอยู่ ..อยู่ด้วยความอัปยศอดสู เพราะเราถอยหลังเข้าสู่การปกครองเมื่อปี 2475 อีกครั้งหนึ่ง ความคิดทหารไม่เคยเปลี่ยน ประเทศชิปหาย ช่างมัน…ภาพพจน์ของประเทศ ชิปหาย ช่างมัน.. เศรษฐกิจ ดิ่งลงเหวช่างมัน …การท่องเที่ยวดิ่งลงนรก…ช่างมัน คนทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเจ้ง.ตกงาน ช่างมัน การลงทุนหาย นักศึกษาตกงาน …ช่างมัน …..คิดบ้างหรือเปล่าก่อนทำรัฐประหาร ประเทศจะเสียหาย หรือผลประโยชน์มันบังตา อยากเข้ามาโกงกินจนหน้ามืดตามัวกันไปหมดทั้งกองทัพแล้วหรืออย่างไร….เผด็จการทักษิณที่เราด่ากันนักหนา นั้น สื่อยังขุดคุ้ยได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ด่าได้ ไอ้หน้าเหลี่ยมบ้าง ไอ้แม้วบ้าง ฯลฯ ทักษิณก็ใช้สิทธิ์ทางศาล ฟ้องร้องกันไป ศาลยกฟ้องบ้าง ปรับบ้าง ก็สู้กันไปตามกฎหมาย แต่สำหรับ คปค.นี่ สื่อมีอิสระหรือเปล่า เว็บไซต์มีอิสระหรือเปล่า ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ได้หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนที่เคยมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ทั้งสิ้น …แล้วคุณนิ่งเฉยอยู่ทำไม ….ต้องลุกขึ้นสู้ และทวงถาม เพื่อเอาเสรีภาพของเรากลับคืนมา.. พี่น้องทั้งหลาย

Comments are closed.