◊ ใจ อึ๊งภากรณ์ : เรามีทางเลือกประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่รัฐประหาร


บทความโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่นักเสรีนิยมหลายคนในยุคนี้สนับสนุนรัฐประหารโดยอ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่น ผมในฐานะที่เป็นนักสังคมนิยม และเป็นผู้ที่ประท้วงการทำรัฐประหารภายใต้คำขวัญ ‘ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาร’ ขออธิบายว่าทางเลือกอื่นที่เป็นประชาธิปไตยคืออะไร >>>

คณะทหารชุดปัจจุบันอ้างว่า 80% ของประชาชนสนับสนุนการทำรัฐประหาร ถ้าจริง และ 16 ล้านเสียงที่เลือกไทยรักไทยในเดือนเมษายนได้หันมาเปลี่ยนใจ คณะทหารควรจะตั้งภาคการเมืองก่อนหน้านี้หลายเดือนเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ปลายปีนี้ และด้วยเสียงสนับสนุน 80% พรรคนี้จะชิงเสียงข้างมากจากไทยรักไทยได้สบาย จริงๆ แล้วทุกคนที่ตามการเมือง ทราบดีว่าสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมร่วมในการเลือกตั้งเดือนเมษายนก็เพราะรู้ว่าจะแพ้ และแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไปอีกด้วย นี่คือสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำรัฐประหารคำถามใหญ่คือ ทักษิณและไทยรักไทย ได้เสียงข้างมากเพราะโกงการเลือกตั้งหรือไม่? ถ้าดูแล้วไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นว่า 16 ล้านเสียงที่ลงให้ไทยรักไทยไม่ใช่คะแนนจริง ตอนนั้นไม่มีคนถือปืนบังคับให้ประชาชนลงคะแนนทางใดทางหนึ่ง และทิศทางการวางซุ้มกาบัตรเลือกตั้งก็ไม่ได้เปิดโอกาสแต่อย่างใดให้มีการข่มขู่ ผมเองไปกาบัตรในช่องไม่เลือกใครต้านไทยรักไทย และไม่รู้สึกว่าจะมีใครมาเห็นการกาช่องของผมเลย… แล้วไทยรักไทยแจกเงินให้ประชาชนไหม? คงแจก เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชนแน่ เราคงซื่อมากถ้าเราคิดว่าไม่มีการแจกเงิน แต่มันไม่มีผลต่อคะแนนเสียงเลย เพราะอะไร?

ในหนังสือ ‘สองนัคราประชาธิปไตย’ ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งเขียนก่อนกำเนิดไทยรักไทย อาจารย์เอนกเสนอว่าต้องมีการสร้างพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเพื่อลดอิทธิพลของการซื้อเสียงและระบบอุปถัมภ์ในชนบท และดูเหมือนไทยรักไทยทำตามคำแนะนำ เพราะมีการใช้เวลาสำรวจความต้องการของประชาชนในสังคมซีกต่างๆ เพื่อสร้างนโยบายขึ้นมาตามความต้องการดังกล่าว ไทยรักไทยจึงชนะการเลือกตั้งเพราะมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้านฯลฯ และพรรคนี้ชนะการเลือกตั้งต่อจากนั้นเพราะทำตามคำมั่นสัญญาอีกด้วย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เคยมีนโยบายรูปธรรมอะไร ก็มัวแต่วิจารณ์นโยบาย 30 บาท และกองทุนหมู่บ้านฯลฯ เพราะอ้างว่า ‘ทำลายวินัยทางการเงิน’ ในช่วงที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล การที่เขาเอาเงินภาษีประชาชนคนจนไปจ่ายหนี้เสียของคนรวยในสถาบันการเงิน ถูกมองโดยประชาธิปัตย์และพวกเสรีนิยมใหม่ (neo-liberal) ว่า ‘ไม่ทำลายวินัยทางการเงินแต่อย่างใด’ ผมเคยร่วมเวทีกับคนจากพรรคประชาธิปัตย์ (หัวหน้าพรรคปัจจุบัน) และคนของไทยรักไทยด้วย ผมวิจารณ์การใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของทักษิณในกรณีตากใบและสงครามยาเสพติด และเสนอว่ารัฐบาลควรลาออก ในขณะเดียวกันผมก็วิจารณ์ประชาธิปัตย์ว่าไม่มีนโยบายอะไรเลย ผมไม่ต้องฉลาดอะไรเป็นพิเศษที่จะเห็นความจริงนี้

ใช่ครับ ไทยรักไทย เป็นรัฐบาลของกลุ่มทุนใหญ่ที่ใช้นโยบายตลาดเสรีเช่นการแปรรูปและการทำสัญญา F.T.A. เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ ตรงนี้เขาไม่ต่างจากประชาธิปัตย์เลย แต่ร้ายกว่านั้นเขาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบที่สามจังหวัดภาคใต้ หรือสงครามยาเสพติด และเขาต้องรับผิดชอบกับการที่ทนายสมชายถูกฆ่าตายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คนส่วนใหญ่ที่ออกมาปลื้มรัฐประหารไม่เคยสนใจเรื่องนี้ โดยเฉพาะในหมู่ทหารตำรวจ นอกจากนี้รัฐบาลไทยรักไทยก็โกงกิน ใช่ แต่รัฐบาลอื่นๆ ทั้งพลเรือนและทหารก็โกงกิน

…..เมื่อไรจะยึดทรัพย์ย้อนหลังทั้งหมด?

ช่วงนี้เราได้ยินคำพูดของคนที่ดูถูกคนจนและหันหลังให้ประชาธิปไตย ที่อวดเก่งอวดรู้แต่ไม่เข้าใจประชาธิปไตยเลย(หรือไม่สนใจจะเข้าใจ) พวกนี้อ้างว่าคนจนในชนบทและในเมืองขาดการศึกษา เข้าไม่ถึงข้อมูล และโง่ พวกนี้สอนเราว่าใน ‘ระบบประชาธิปไตย’ รัฐบาลไม่ควรทำตามความต้องการของประชาชนเพราะนั่นเป็นการ ‘ซื้อเสียง’ รัฐบาลประชานิยมถูกมองว่าคล้ายๆ ผู้ใหญ่ที่ให้เด็กกินขนม ซึ่งในที่สุดทำให้เด็กฟันพุ ‘เด็ก’ ในที่นี้คือคนจน คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยนั้นเองในสายตาเขา ด้วยเหตุนี้ถ้าคนจนไม่ยอมเลือกพรรคดีๆ อย่างประชาธิปัตย์ ก็แปลว่าคนจนไม่ควรมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ดังนั้นต้องเรียกร้องมาตรา 7 และเมื่อไม่เกิด ก็หันมาแอบชอบในรัฐประหาร

เมื่อประมาณปีที่แล้วพวกเราก่อตั้ง ‘พรรคแนวร่วมภาคประชาชน’ ที่มีจุดยืนคัดค้านความรุนแรงของรัฐ สงคราม และนโยบายตลาดเสรีของพวกเสรีนิยม เราเสนอให้สร้างรัฐสวัสดิการตามรูปแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย โดยเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เราชวนมิตรสหายในภาคประชาชนเข้าร่วม รวมถึงบางคนที่กลายเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเวลาต่อมาอีกด้วย

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ร่วมสร้างพรรคใหม่กับเรา เราจึงมีสมาชิกน้อยและยังไม่จดทะเบียน เพราะถ้าเรามีพรรคใหญ่ที่พอจะส่งคนลงสมัครบ้าง เราก็สามารถเสนอแนวทางเลือกที่ดีกว่าไทยรักไทยสำหรับคนจน เป็นจุดเริ่มต้น

นอกจากการสร้างพรรคทางเลือกสำหรับคนจนแล้ว มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ควรทำไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการสร้างพรรคหรือไม่ ควรมีการสร้างขบวนการรณรงค์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งในกรณีสามจังหวัดภาคใต้และที่อื่น และควรมีขบวนการรณรงค์สนับสนุนรัฐสวัสดิการและการเก็บภาษีก้าวหน้า เพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคม นั้นคือทางเลือกที่เป็นประชาธิปไตย

แล้วตอนนี้เราจะทำอะไร? สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ตั้งแต่เกิดในไทยในปี ๒๔๙๖ บวกกับการสั่งสอนให้กำลังใจจากคุณพ่อป๋วยและคุณแม่มาเกร็ด คือไม่ควรไว้ใจเผด็จการทหารเลย การทำรัฐประหารไม่ใช่ ‘การปฏิรูป’ เผด็จการไม่ใช่ ‘ประชาธิปไตย’

น่าสังเกตไหม? แม้แต่คณะทหารปัจจุบันก็ไม่สามารถสารภาพความจริงนี้ได้ ดังนั้น รัฐประหารเป็นการถอยหลังสำหรับประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยในไทยและทั่วโลก สร้างจากล่างสู่บนโดยขบวนการทางสังคม นี่คือสาเหตุที่เราทุกคนที่รักประชาธิปไตยต้องสมานฉันท์สามัคคีร่วมกันเรียกร้องให้ทหารเลิกแทรกแซงการเมือง และรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญปี๔๐ พร้อมกับสิทธิเสรีภาพทั้งปวง กองทัพไม่มีสิทธิ์ทำรัฐประหาร ไม่มีสิทธิ์ที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ และไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนใหม่ ในขณะเดียวกันทักษิณไม่มีสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี

ถ้าจำเป็นต้องมีรัฐบาลชั่วคราวใหม่ รัฐบาลนี้ควรจะถูกเลือกภายใต้การกำกับของรัฐสภาเก่า วุฒิสภาเก่าและใหม่ และตัวแทนของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม รัฐบาลนี้ควรมีหน้าที่เดียวคือประสานงานให้มีการปฏิรูปสังคมและการเมือง โดยที่ขบวนการภาคประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยคนส่วนใหญ่ในสังคมที่เป็นกรรมาชีพ (ปกคอขาวและน้ำเงิน) และเกษตรกรคนจน เป็นส่วนใหญ่ของกระบวนการ และในเวลาอันใกล้ต้องมีการเลือกตั้งอีก

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ พวกเราในขบวนการทางสังคมและภาคประชาชน จะเดินหน้าจัดงานสมัชชาสังคมไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ เพื่อเป็นเวทีเสรีของภาคประชาชนที่จะนั่งคุยกันถึงแนวทางในการปฏิรูปสังคม เพื่อสร้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรมทางสังคม และต่อยอดปรับปรุงรัฐธรรมนูญปี ๔๐