◊ ครป.แถลงค้านปฏิวัติ แต่เข้าใจเพราะทักษิณบีบ อาสาเฝ้าระวังทักษิณโต้กลับ คปค.


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงข่าวกรณีการยึดอำนาจบริหารประเทศจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
โดย นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการ ครป. แถลงว่า คปค.ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณสร้างความแตกแยกในสังคม มีปัญหาคอร์รัปชั่น แทรกแซงองค์กรอิสระนั้น ครป.มีความเห็นและข้อเรียกร้องต่อทุกฝ่ายคือ >> 

1. ครป.ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิถีทางที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและครรลองประชาธิปไตย แต่ด้วยเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยไทยถูกบิดเบือนและถูกละเมิดเจตนารมณ์จากระบอบทักษิณอย่างต่อเนื่องทำให้กระบวนการประชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ กระทั่งไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองในวิถีทางที่ควรจะเป็นได้

นายสุริยะใสกล่าวว่า การที่ ครป.เข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกหรือเว้นวรรค ด้วยเหตุผลว่าเป็นทางออกเดียวที่จะลดการเผชิญหน้าหรือผ่าทางตันทางการเมืองได้ แต่น่าเสียดายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งมั่นพิทักษ์รักษาอำนาจของตัวเองและเครือข่ายไว้ จนทำให้วิกฤตการณ์การเมืองตึงเครียดมากขึ้น และสร้างเงื่อนไขให้เกิดอำนาจนอกระบบหรือการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แม้โดยหลักการการรัฐประหารและการยึดอำนาจจะเป็นสิ่งมิชอบตามหลักการประชาธิปไตย แต่กระแสสังคมกลับส่งสัญญาณสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ก็เพราะวิถีทางประชาธิปไตยในกระบวนการปกติไม่สามารถนำพาสังคมไทยให้พ้นจากวิกฤติได้ ทั้งนี้ ครป.เห็นว่าถือเป็นบทเรียนของสังคมและพลังประชาธิปไตยจะต้องตระหนักร่วมกันในการเร่งสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแท้จริงและถาวรต่อไป

2. ครป.เห็นว่าภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญของ คปค. ที่ต้องเร่งพิสูจน์กับ สาธารณะว่าไม่ได้เข้ามายึดอำนาจเพื่อเป็นผู้ถืออำนาจคนใหม่หรือพยายามสืบทอดอำนาจเหมือนการรัฐประหารทั้ง 9 ครั้งที่ผ่านมาต้องเร่งพิสูจน์ผลงานต่างๆ คือ อายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหลบหนีการตรวจสอบ หลังจากนั้นใช้อำนาจศาลหรือกระบวนการยุติธรรมเข้ามาพิสูจน์ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ สำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรเป็นคนที่มองภาพรวมและเข้าใจความขัดแย้งในมิติต่างๆ ของสังคมไทย ไม่ควรเป็นเทคโนแครต หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหนึ่งด้านใดเท่านั้น เพราะวิกฤตใหญ่ที่สุดขณะนี้คือการเร่งสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ และทำให้รัฐบาลเฉพาะกาลได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นายสุริยะใสกล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจของรัฐบาลเฉพาะการจะต้องกล้าทบทวนและยกเลิกโยบายของรัฐบาลทักษิณที่สร้างปัญหาและเป็นนโยบายที่ไม่โปร่งใส เช่น เขตการค้าเสรี หรือ FTA การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โครงการเมกะโปรเจกค์ เป็นต้น ทั้งนี้ ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวควรบัญญัติหลักการในการกำหนดสภานิติบัญญัติเพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้อย่างน้อย 3 หลักการ คือ หนึ่ง สภาที่จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่จต้องมีสัดส่วนจากภาคประชาชนและสาขาวิชาชีพต่างๆ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 สอง กำหนดให้ รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นกรอบและแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาม กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญควรกำหนดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรม สี่ กำหนดกรอบเวลาไม่ควรเกิน 8 เดือน

3.ครป.ยังเห็นว่า คปค.ควรเร่งคืนอำนาจให้ประชาชน ตามที่ คปค.ประกาศคำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน การที่ประชาชนทั่วไปส่งสัญญาณสนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นความชอบธรรมที่ คปค.จะสืบทอดอำนาจของตนเองในระยะยาว และคปค.ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ ฉุดการเมืองไทยถอยหลังหรือทำลายโอกาสของการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะการฉวยโอกาสสร้างอำนาจหรือระบอบที่แปลกปลอมชุดใหม่เข้ามาแทนที่ระบอบทักษิณ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลหรือพลเรือนที่ คปค.มอบหมายหรือมอบอำนาจบางส่วนให้ดำเนินการนั้น ต้องตรวจสอบผลงานและพฤติกรรมอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างเครือข่ายยึดอำนาจเงียบจาก คปค.หรือเป็น “การรัฐประหารซ้อนโดยพลเรือน” จนทำให้เกิดการบิดเบือนเจตนารมณ์ของ คปค.ในที่สุด

นายสุริยะใสกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ครป.จะจับตาตรวจสอบการโต้กลับของระบอบทักษิณและเครือข่าย ซึ่งยังซุกซ่อนอำนาจในหลายระดับไว้ได้ โดยอาจใช้ “สงครามมวลชน” เข้ามาเผชิญหน้ากับ คปค.เพื่อสร้างสถานการณ์และเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของ คปค. และฝากไปถึงพลังประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ ให้ระมัดระวังว่าจะไม่ตกหลุมพรางและเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญการป้องกันการทำ “สงครามการเงิน” โจมตีตลาดหุ้นฯ เหมือนสงครามการเงินในปี 2540 ซึ่งระบอบทักษิณมีเครือข่ายทางการเงินที่ไร้พรหมแดน และมีศักยภาพทางการเงินทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ สูงมาก อาจเปิดแนวรบด้านการเงิน จนสร้างความวุ่นวายในภาคเศรษฐกิจด้วยการโจมตีตลาดหุ้นฯ หรือทำสงครามทางเศรษฐกิจ ครป.ขอเสนอแนะให้คปค.ระมัดระวังในการออกคำสั่งหรือคำประกาศที่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลเฉพาะกาลจะไม่กำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไปมากกว่านี้

นายสุริยะใสกล่าวว่า ครป.จะยืนหยัดใช้สิทธิของความเป็นพลเมืองตามครรลองประชาธิปไตยและตามกฎบัตรของสหประชาชาติ ตรวจสอบและสะท้อนการทำงานของ คปค.ต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้นำพาสังคมการเมืองไทยเดินไปข้างหน้าและสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป

นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า หากครป.กำหนดวันที่ 1 ต.ค. ถ้าคปค.ยังไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ครป.จะหารือเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานต่อไป แต่ตอนนี้ยังให้โอกาส คปค. และคิดว่า คปค. คงไม่กล้าที่จะใช้โอกาสซึ่งสังคมมอบให้กลับมาฆ่าตัวเอง เพราะเรามีบทเรียนจากเดือนพฤษภาคม 2535

ด้านนาย สุวิทย์ วัดหนู ที่ปรึกษาครป. กล่าวว่า ต่อจากนี้ไป ครป.จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ คปค. ไม่ใช่ไว้ไว้ใจแต่เป็นการตรวจสอบประเด็นตามที่ได้มีการแถลงข่าวการยึดอำนาจใน 4 ประเด็น เช่นการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม การเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ การบริหารงานของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้อง ว่า คปค.เอาจริงเอาจังกับการจัดการมากขนาดไหน โดยครป.เสนอให้มีการอายัดทรัพย์ ของคณะรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ จากนั้นนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม ซึ่งตรงนี้จะไม่เหมือนกับการยึดทรัพย์ สมัย รสช.ที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตง.) ขึ้นมาโดยเฉพาะจะติดตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่า คปค. จะอยู่ในอำนาจเพียง 2 สัปดาห์เพียงให้มีนายกและสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่

นายสุวิทย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ครป. อยากฝากไปยัง คปค.ว่าควรรีบยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึก โดยเร็ว เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน เราเข้าใจที่ คปค. จะต้องใช้เวลาในการควบคุมสถานการณ์และไม่ได้มีอคติหรือไม่เชื่อมั่น แต่ประวัติศาสตร์ สอนมาตลอดว่าการยึดอำนาจทุกครั้ง เริ่มต้นก็บอกว่าเพื่อแก้ปัญหาสังคม แต่ผลสุดท้ายผู้ยึดอำนาจจะตกอยู่ในวังวนอำนาจทุกครั้ง การที่ประชาชนออกมาสนับสนุนการยึดอำนาจของคปค. ครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ ตนเชื่อว่าถ้ามีความพยายามสืบทอดอำนาจการเผชิญหน้าทางการเมือง จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน m สำหรับ ครป. มีขอบเขตเครือข่ายการทำงงานอยู่ทั่วประเทศถ้าหลังจากวันที่ 1 ต.ค. คปค. ยังไม่ทำตามเงื่อนไข ยังอยู่ในอำนาจ สิ่งหนึ่งที่จะทำแน่นอนคือ จะมีการประชุมหารือกันเกิน 5 คน แน่นอน แต่วันนี้ ครป. ยังขอติดตามกรอบการทำงาของคปค. ที่ได้ให้ไว้และจะประเมินสถานการณ์

นายพิภพ ธงไชย กรรมการครป. กล่าวว่า ครป..ในฐานะองค์กรหนึ่งที่ทำกิจกรรมเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่คิดว่าผลสุดท้ายจะนำไปสู่การปฏิวัติ รัฐประหารเกิดขึ้น ดังนั้น คปค. จึงต้องตระหนักว่าจะสร้างประชาธิปไตยใหม่ โดยการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอย่างไร รวมทั้งต้องไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยให้โอกาส ให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ครป. จะติดตามคำสัญญาที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจังและสิ่งที่ คปค. ไม่ได้เขียนไว้ในเหตุผลการยึดอำนาจคือ การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน การอุ้มฆ่า หรือการปราบปรามยาเสพย์ติดของ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ การทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน หาก คปค. ไม่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการฟื้นฟู องค์กรตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องทำการอย่างจริงจัง

นายพิภพกล่าวว่า ครป.เป็นห่วง เนื่องจาก ทฤษฎีการมีอำนาจ จะมีคนขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยเฉพาะ บุคคลที่เคยอยู่ในอำนาจเดิม รับใช้อำนาจเดิม เกรงว่า คปค. จะถูกซ้อนจากบุคคลเหล่านี้ จะถูกแทรกแซงในการทำงานได้ อย่างไรก็ดี หากใครได้ติดตามบทบาทของ ครป. เมื่อปี 2540 เราเป็นองค์กรที่รณรงค์ตลอดในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน และเมื่อ คปค. เข้ามายึดอำนาจ และมีการฉีกรัฐธรรมนูญ เราจึงคิดว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และหากมีการร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะที่ยึดอำนาจ รัฐธรรมนูญคงจะไม่มีความเป็นอิสระ

……………………………………………..
ที่มา: http://www.naewna.com