◊ ‘โอรสสวรรค์’ กับ พวกเราชาว ‘กบ’


“บทความนี้เขียนจากความคิดความเห็น “ส่วนตัว” ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่โดนฉีกทิ้งภายใต้การยินยอมของประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่เคยมีและไม่มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญนี้ แต่หากความเห็นนี้ไปเกี่ยวข้องกับใครหรือเหตุการณ์ใด ผู้เขียนจะยังขออ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 เพื่อเป็นการยืนยันว่า สิทธิในการแสดงความคิด-ความเห็นของประชาชน ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ และใครจะเป็นผู้มีอำนาจ สิทธิดังกล่าวควรจะต้องคงอยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพ มิใช่สิทธิในการสงวนไว้สำหรับผู้มีอำนาจเท่านั้น”

…จะไปกันใหญ่แล้วววว…

พี่น้องปวงประชา รู้ครับว่าไม่ชอบ ‘ทักกี้’ ที่อาจจะเคยทำเวรกรรมตำบอนอะไรเอาไว้จนติดตาตรึงใจยากจะลืมกันง่ายๆ แต่การยินดีปรีดา บ้างร้อง บ้างเล่น ทั้งเต้น ส่งภาษา ขับขาน เจรจา เริงร่ากับการ ‘รัฐประหาร’ แบบตอนนี้ มันน่าห่วงบ้านเมืองในระยะยาว…

เป็นจริงที่การรัฐประหารครั้งนี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการนองเลือด และเป็นการผ่าทางตันทางอารมณ์ของคน 2 กลุ่มที่จวนจะปะทะกันอยู่รอมร่อ อีกทั้งอาจเป็นการป้องกันการทำรัฐประหารตัวเองของ ‘ทักกี้’ ก็ตาม

แต่การ “รัฐประหาร” ไม่ว่าจะโดยใคร ก็เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นมวลรวมของประชาชนทั้งประเทศ อีกทั้งได้ทำให้รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศสูญเสียไปด้วย ในระยะยาวหมายถึงรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่หลักประกันอีกต่อไปว่าประชาชนไทยจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดอย่างเท่าเทียมกัน เพราะพิสูจน์แล้วว่า หาก ‘ทหาร’ ไม่พอใจ อำนาจแห่งอาวุธคือธรรมนูญการปกครองของประเทศ

เป็นจริงเช่นกันว่า รัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกฉีกไปในวันที่ 19 กันยายน จะถูกแปรรูปไปใช้ผิดที่ผิดทางในสไตล์ ‘ทักกี้’ ก็เถอะ แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลงให้ถูกให้ควร ก็ควรทำโดยวิธีการที่ถูกที่ควร คือเปลี่ยนโดยเราและท่านทั้งหลาย ไม่ใช่โดยทหารหาญ อยากจะพูดกับคณะปฏิรูปจริงๆ ว่า “ขอบคุณครับ แต่ไม่เอาแบบนี้ได้ไหม”

อะไรก็ไม่เท่ากับการที่เกิดรัฐประหารแล้ว กลับมีแต่เสียงเงียบฉี่จากปากนักอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตยมาตลอดเวลาก่อนหน้านี้ ประมาณว่า “ไม่อยากให้เกิด ไม่เห็นด้วย แต่มันเกิดขึ้นแล้ว อยากให้คืนอำนาจให้เร็วที่สุด”

จำได้ว่า ตอนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาไล่ ‘ทักกี้’ ใหม่ๆ ปวงประชาล้วนสำราญบานสุขกันถ้วนหน้า เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณด้วยใจจริงที่ทำให้ ‘ความกล้า’ เกิดขึ้นในสังคมอย่างเพียงพอจนสามารถปรากฏตัวให้ ‘ทักกี้’ เสียววาบๆ เป็นระยะ แต่ทันทีที่มีการเรียกร้องมาตรา 7 หรือบอกทหารให้ออกมารัฐประหารอยู่เนืองๆ ขบวนการประชาชนก็เริ่มล่มสลายนับแต่นั้น ทั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยทรงตรัสอย่างชัดเจนแล้วว่า แนวทางเหล่านี้ไม่เป็น ‘ประชาธิปไตย’ ก็ยังไม่เลิกทำ

ขอตีหัวเข้าบ้านสักทีด้วยคำถามว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เชื่อกันเลยใช่ไหมว่าประชาชนมีพลังพอจะเปลี่ยนผ่านการเมืองกันได้เองโดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษ….หรืออำนาจทางลัด

ขอยกตัวอย่างเรื่องพลังประชาชน จากประวัติศาสตร์จีนในยุคจักรพรรดิ์เรืองอำนาจล้นฟ้าก็แล้วกัน เพราะนึกไม่ออกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื่องจากแบบเรียนเรื่องการกู้ชาติของสมเด็จพระนเรศวร บางระจันวันเพ็ญ หรือตากสินมหาราช ไม่เคยปรากฏเรื่องการต่อสู้ของภาคประชาชนในประวัติศาสตร์ไทยเลย

ในยุคจักพรรดิ์เรืองอำนาจ ประเทศจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับ ‘โอรสสวรรค์’ ซึ่งผู้ปกครอง หรือ ‘ฮ่องเต้’ ถือว่าเป็นบุตรแห่งฟ้าที่สวรรค์ประทานลงมาให้ปกครองโดยชอบธรรม (ในที่นี้หมายถึงการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข) แต่วันใดที่ผู้ปกครองประพฤติผิด ทำให้ประชาชนเดือดร้อน สวรรค์จะประทานโอรสคนใหม่ลงมาจัดการล้มล้าง

หลักการเรื่อง ‘โอรสสวรรค์’ จึงกลายเป็นสิ่งที่คุมความประพฤติของฮ่องเต้ไปโดยปริยาย เพียงแต่หลายครั้งก็ถูกขุนนางนำไปอ้างในการล้มล้างฮ่องเต้องค์ก่อน (อันนี้คล้ายบ้านเราและสิ่งที่เกิดขึ้นกับทักกี้) ทว่า มีหลายครั้งเช่นกันที่โอรสสวรรค์มาจาก “ภาคประชาชน”

พระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นก็มาจากชาวนานาม ‘เล่าปัง’ ที่ไม่พอใจการปกครองยุคเผด็จการสุดขั้วของราชวงศ์จิ๋น และพาประชาชนยึดอำนาจได้สำเร็จ (แต่มีการร่วมมือกับขุนนางด้วย)

ต่อมาปลายราชวงศ์ฮั่น เกิดโจรโพกผ้าหลืองที่มาจากชาวบ้าน กลุ่มนี้แม้จะถูกกวาดล้างไป แต่ก็เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของภาคประชาชนกับอำนาจพระเจ้าเลนเต้ที่เชื่อขันที 10 คน จนบ้านเมืองวุ่นวาย

ว่ากันว่าตอนนั้นกลียุคจนถึงขั้นที่แม้แต่ไก่ตัวเมียยังกลายเป็นไก่ตัวผู้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การก่อการของกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองก็คือจุดเริ่มต้นในการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น

ในวรรณกรรมซ้องกั๋ง หรือ 108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของประชาชนที่สู้กับความไม่ชอบธรรมในราชสำนักโดยพึ่งกำลังตัวเองในลักษณะกองกำลังอิสระ แม้จะไม่สามารถยึดอำนาจได้ แต่ราชสำนักก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘ทักกี้’ คงถือได้ว่าเป็นไปตามหลักการ ‘โอรสสววรค์’ คือเมื่อประชาชนไม่พอใจก็จะมีการต่อต้าน สำหรับ ‘ทักกี้’ ความไร้สามารถในการปกครองคงเป็นเหตุผลสำคัญ คือไม่สามารถจัดการให้คนทุกชนชั้นประสานประโยชน์ได้ทัดเทียมกัน (ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม) จนทำให้สังคมแตกแยกเป็นก๊กเหล่า ความเดือดร้อนจึงเกิดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ความเป็น ‘โอรสสวรรค์’ ที่ประชาชนประทานมาให้ตามหลักประชาธิปไตยของ ‘ทักกี้’ (ไม่ใช่ฟ้าประทานให้แบบจีน) จึงค่อยๆ เสื่อมลงๆ ขบวนการประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มปรากฏชัดขึ้นตามที่ต่างๆ ไม่ต่างจากวีรกรรมของ 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน จำได้ไหมว่า ในการต้านเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการรวมตัวกันของประชาชนเป็นเรือนหมื่นจนการเจรจาที่ส่อเค้าไม่ชอบธรรมของรัฐบาลต้องล้มเลิกกลางคัน

ใน 3 จังหวัดภาคใต้ แม้การใช้ความรุนแรงจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและน่าประณามอย่างที่สุด แต่ก็เป็นสัญญาณบอกว่า อำนาจรัฐที่นำโดย ‘ทักกี้’ ไม่เป็นที่ยอมรับในพื้นที่ 3 จังหวัดอีกแล้ว จนกระทั่งไม่มีนักการเมืองคนใดของไทยรักไทยได้รับการเลือกเป็นผู้แทนแม้แต่คนเดียว

หรือแม้แต่ชัยชนะของมูลนิธิผู้บริโภคในการร้องต่อศาลปกครองกรณีแปรรูปการไฟฟ้าก็เช่นกัน ยังไม่นับรวมไปถึงการรวมตัวกันของชาวบ่อนอกหินกรูด กลุ่มต้านท่อกาซที่จะนะ และอีกมากมายล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการที่ ‘โอรสสววรค์’ ฉบับประชาธิปไตยของ ‘ทักกี้’กำลังจะหมดความชอบธรรมในการปกครอง

แต่ก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยายน ประชาชนกลับไม่เชื่อในพลังของตัวเองในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แม้แต่เครือข่ายพันธมิตรฯ ผู้ปลุกให้เรามารวมตัวกันก็ไม่เชื่อ และพาประชาชนไปขอพึ่งอำนาจพิเศษแทน เมื่อประชาชนยอมไป ทุกอย่างก็หวนกลับคืนสู่ช่วงเวลา พฤษภาคม 2535

คงเคยฟังนิทาน ‘กบเลือกนาย’ ใช่ไหม ตอนนี้เครือข่ายพันธมิตรฯ ชวนประชาชนไปเลือกนาย จนได้ ‘นกกระสา’ ที่สง่างาม ทรงอำนาจ ขณะเดียวกันก็พร้อมกินกบได้ตลอดเวลา ประชาชนเวลานี้คงไม่ต่างอะไรกับกบ ที่มีความสุขตอนลืมเลือนขอนไม้ ลืมเลือนการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ดีใจกับการที่คอยขอคนนั้น คนนี้ มาตลอด

แต่เริ่มรู้สึกไหมว่า ตอนนี้เรากำลังเกร็งขึ้น กลัวขึ้น ยามอยู่หน้ากระบอกปืน แม้เราจะยิ้มแย้มยามเห็นรถถังและอยากถ่ายรูปกับทหารของชาติ แต่เชื่อเถอะว่าเราจะไม่ค่อยกล้าพูดวิจารณ์อะไรบางอย่างหน้ากระบอกปืน หรือเวลารวมตัวกัน รู้สึกหรือไม่ว่าคล้ายกำลังถูกจ้องมองจากอะไรบางอย่างตลอดเวลา จนทำให้คล้ายมีอาการวิตกจริตอยู่ทุกขณะจิต

อย่างไรก็ตาม มีเสียงถามมาตลอดว่า แล้วถ้ารัฐประหารครั้งนี้นำไปสู่สิ่งที่ดีจริงๆ ล่ะ เราควรจะเชื่อแล้วรอหรือไม่?

คณะปฏิรูปบอกว่าจะคืนอำนาจมาให้ภายใน 2 สัปดาห์ ในความเป็นจริง สิทธิเสรีภาพของเราไม่ควรต้องหายไปแม้แต่วันเดียวไม่ใช่หรือ เราไม่ควรจะต้องอยู่อย่างหวาดกลัวไม่ใช่หรือ หรือถ้าจะเขียนตามความจริงก็คือ ภายใต้กระสุนเอ็ม 16 ในลำกล้องปืนของทหารเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอีก 2 สัปดาห์ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะเมื่อคุยกับหลายต่อหลายคนที่เกิดทันเหตุการณ์ พฤษภา 2535 ‘พล.อ.สุจินดา คราประยูร’ ก็เคยพูดแบบเดียวกันกับ ‘พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน’

หรือถ้าได้รัฐบาลที่มาจากพลเรือนใน 2 สัปดาห์จริง ก็อยากถามอีกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า รัฐบาลพลเรือนนี้จะไม่เป็น ‘รัฐบาลหุ่น’ ที่มีทหารเป็นผู้เชิด และรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่จะไม่กลายเป็นของขวัญที่ให้อำนาจพิเศษบางอย่างกับทหาร เพราะประชาชนพึงพอใจในการโค่นอำนาจ ‘ทักกี้’

คิดเตลิดไปถึงว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ทักกี้’ หมดอำนาจไปจริง และการรัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่การฮั้วกัน โดยมีข้อตกลงบางอย่าง แม้จะมีการตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา คู่แค้น ‘ทักกี้’ มาทำหน้าที่ลงดาบเชือดแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นในกรณีนายราเกซ ศักดิ์เสนา ก็พบว่าปัจจุบันยังตามตัวดำเนินคดีอะไรไม่ได้ หรือกรณีไอบีซีศาลก็ยกฟ้องเนื่องจากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาเบิกความได้จนคดีหมดอายุความ หรือถ้าอีก 1 ปีข้างหน้ามีการจัดการเลือกตั้งจริง แล้ว ‘ทักกี้’ กลับมาลงเลือกตั้งจะทำได้หรือไม่

แล้วยังมีคำถามที่คิดจะถามอีกเยอะแยะมากมาย…..

คิดถามกระทั่งว่า ต่อไปจะมีการประกาศนิรโทษกรรม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนไม่มีการเอาผิดกับใครทั้งสิ้นหรือไม่ เหตุการณ์ในอดีตเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นภายใต้อำนาจทหาร

สิ่งที่ ‘ทักกี้’ ทำจนมาถึงวันนี้ ยอมรับว่ามันสร้างความสับสนและทำให้ไขว้เขวในจุดยืนจริงๆ ดังนั้นเพื่อให้ความสับสนทั้งหลายหายไปได้บ้าง คณะปฏิรูปควรต้องปล่อยให้มีการคิดเห็น ถกเถียงชุมนุมทางการเมือง แม้จะเป็นมีการแสดงออกในทางไม่เห็นด้วยกับอำนาจที่ไม่ได้มาในแนวทางประชาธิปไตยก็ตาม เพื่อให้ความเป็นอื่นที่แตกต่างหลากหลายปรากฏขึ้นได้ เหมือนก่อนหน้าการยึดรัฐประหาร และเป็นไปตามระบอบที่ ‘ใกล้เคียง’ ประชาธิปไตยมากที่สุด เร็วที่สุด แต่หากมีการจัดการกับผู้ที่เห็นแตกต่างไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม การรวมตัวคัดค้านอาจจะเกิดขึ้นอย่างมากมายจนนำไปสู่การปะทะนองเลือด จนเกิดเป็นตราบาปของสังคมไทยและทหารอีกครั้ง

และสิ่งที่จะตามมาก็คือการระงับเหตุด้วยพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะทรงพระราชทานนายกรัฐมนตรี เพื่อคลี่คลายปัญหาเหมือนที่เคยเป็นมาตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคงจะไม่มีผู้ใดคัดค้านแน่นอน อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลพระราชทาน อาจถือได้ว่า ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตยที่ต้องมีการเลือกตั้งเช่นกัน

ถ้าเป็นแบบนี้พัฒนาการทางการเมืองไทยก็คงไม่ไปไหน….

ดังนั้น คงหวังได้เพียงว่า คณะปฏิรูปจะไม่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งการรัฐประหารที่คงอำนาจตัวเองไว้ แต่จะคืนอำนาจกลับมาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ส่วนภาคประชาชนควร(หรือเฉพาะลงไปก็คือกลุ่มพันธมิตรฯ) คงต้องงยอมรับกันเสียทีว่า ประสบการณ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงเพียงพอที่จะประกาศความพ่ายแพ้ เพราะก่อนหน้านี้มองไม่เห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง ถ้าจะแค้นก็ให้แค้นตัวเองที่เป็นกบเลือกนายไม่รู้จักจบสิ้น

สุดท้าย ขอเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่งอันเป็นตำนานโบร่ำโบราณของอุษาคเนย์เกี่ยวข้องกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำประเภทเดียวกับกบ นั่นคือ ‘คางคก’

ครั้งหนึ่งพระยาแถน เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่ยอมให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล สรรพสัตว์เดือดร้อนกันไปทั่ว แต่ยังมีคางคกตัวหนึ่ง ชื่อ พญาคางคาก รวบรวมระดัมฝูงสัตว์พรรคพวกขึ้นไปทวงถามความยุติธรรมจากพระยาแถน ทำให้ฝนตกตามฤดูกาลมาจนวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราเป็นเพียงกบที่เลือกนกกระสาไปแล้ว จิตใจประชาชนเองที่ไม่แข็งแรง แต่ในวันข้างหน้า เมื่อมีการทบทวนบทเรียนการพ่ายแพ้ของประชาชนครั้งยิ่งใหญ่นี้ กบน้อยๆ อย่างเราๆ อาจจะเปลี่ยนเป็น ‘พญาคางคาก’ ที่หาญสู้กับสวรรค์ชั้นฟ้า เพื่อสิทธิเสรีภาพที่แท้จริง

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

บทความนี้เขียนจากความคิดความเห็น “ส่วนตัว” ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่โดนฉีกทิ้งภายใต้การยินยอมของประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่เคยมีและไม่มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญนี้ แต่หากความเห็นนี้ไปเกี่ยวข้องกับใครหรือเหตุการณ์ใด ผู้เขียนจะยังขออ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นการยืนยันว่า สิทธิในการแสดงความคิด-ความเห็นของประชาชน ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ และใครจะเป็นผู้มีอำนาจ สิทธิดังกล่าวควรจะต้องคงอยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพ มิใช่สิทธิในการสงวนไว้สำหรับผู้มีอำนาจเท่านั้น

ประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
วันที่ 22 ก.ย. 49