◊ บทความ : ความล้มเหลวของสื่อในสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

บทความ : ความล้มเหลวของสื่อในสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว
โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์




ถึงแม้สาธารณชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชั้นกลาง และชนชั้นนำเก่า จะขานรับการปฏิวัติยึดอำนาจโดยการใช้กำลังเมื่อคืนวันอังคาร (19 ก.ย.49) อย่างอบอุ่น แต่ก็ไม่มีหลักประกันอันใดว่า การทำรัฐประหารจะไม่สร้างปัญหามากกว่าแก้

ผู้นำรัฐประหารอ้างว่า ต้องการแก้ปัญหา ‘ระบอบทักษิณ ชินวัตร’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า โกงกินและรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนแปลงรัฐไทยเป็นรัฐตำรวจ แต่การแก้ปัญหาด้วยกระบอกปืนและรถถัง ย่อมเป็นการกระทำผิดซ้ำซ้อนที่น่าจะสร้างปัญหามากขึ้น

ในคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน สังคมไทยได้ถูกผลักโดยกระบอกปืน จากสภาพสังคมที่กำลังกลายเป็นรัฐตำรวจที่ปกครองโดยกลุ่มธุรกิจการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จภายใต้ระบอบทักษิณ ไปสู่สภาพการกลายเป็น ‘รัฐทหาร’ ที่มีการบังคับผู้คนด้วยปากกระบอกปืนและรถถัง

ถึงแม้กลุ่มผู้นำรัฐประหารจะนำเอาคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ มาประกอบชื่อของกลุ่มตน โดยเรียกชื่อตนเองว่า ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ แต่ย่อมเห็นได้ว่า การกระทำรัฐประหารนั้น มิมีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะพวกเขาเลือกใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการที่จะแก้ปัญหาประเทศให้เป็นประชาธิปไตย

ณ วันนี้ สถานะสังคมไทยนั้น ชัดเจนแล้วว่า เป็นสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว (failed democracy) เพราะว่าสังคมส่วนใหญ่รวมทั้งสื่อส่วนใหญ่ ยอมรับและเชื่อว่า นี่คือการแก้ปัญหาทางเดียวที่ทำได้

สื่อไทยเกือบทั้งหมด นอกจากมิได้พยายามปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองแล้ว พวกเขากลับยอมรับ หรือแม้กระทั่งเห็นดีหรือสนับสนุนผู้กระทำการนอกกฎหมาย ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยกระบอกปืน พวกเขากำลังเล่นบทบาทสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติผู้กระทำการนอกกฏหมายโดยการใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถือว่าเป็นความล้มเหลวของสื่อมวลชนไทยโดยรวมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาเหล่านั้นเกลียดชังทักษิณเสียจนเชื่อว่า ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ทักษิณออกไปก็พอ

มิหนำซ้ำพวกเขา ซึ่งรวมถึงนักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ กำลังสวมบทบาทสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยบอกกับสาธารณชนว่า การกระทำรัฐประหารนั้น นอกจากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ควรแก่การยอมรับและยกย่องว่าดีงาม

เพราะฉะนั้น คืนวันอังคารที่เกิดการยึดอำนาจ สื่อไทยได้ถูกผลักจากการอยู่ในสภาพที่ถูกคุกคามโดยรัฐธุรกิจ-ตำรวจของทักษิณโดยวิธีการแยบยลต่างๆ ไปสู่การถูกควบคุมโดยกระบอกปืนของทหารที่ยึดอำนาจและกำลังทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ผู้มีอาวุธและอำนาจไม่ต้องฟังเสียงอันแตกต่าง ดังเห็นได้จากคำสั่งของคณะปฏิรูปฯที่ควบคุมโทรทัศน์ อินเตอร์เนท การแสดงความเห็นทางเวบบอร์ด และปิดวิทยุชุมชนที่พวกเขาเชื่อว่า สนับสนุนนายทักษิณผู้เป็นทรราชย์ ข่าวจากต่างประเทศทางโทรทัศน์ เช่นบีบีซี และซีเอ็นเอ็น ก็ถูกปิดกั้นใน 3 วันแรก โดยที่ทางสถานียูบีซีที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดถูกบังคับให้ทำตาม

ทุกคนคงทราบดีว่า ทักษิณนั้นถือว่า สื่อใดก็ตามที่วิจารณ์พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลไทยรักไทยนั้นไม่ต่างจากศัตรู และพยายามคุกคาม แทรกแซง ทำลายในทุกวิถีทาง มาวันนี้พวกผู้นำทหารและแม้กระทั่งนักข่าวและบรรณาธิการจำนวนไม่น้อยกลับมีความคิดมิต่างจากทักษิณ โดยเชื่อว่า ไม่ควรมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจ เมื่อใดก็ตามที่นักข่าว และบรรณาธิการเริ่มคิดเหมือนทหารหรือทักษิณในแง่ของการยอมรับความเห็นต่างไม่ได้ มันย่อมเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยที่เป็นสังคม ‘ประชาธิปไตยล้มเหลว’ พวกคนเหล่านี้เชื่อว่าสาธารณชนนั้นขาดซึ่งวุฒิภาวะในการคิดตัดสินใจด้วยตนเอง จึงพยายามปิดกั้นความคิดเห็นต่าง ไม่ยอมรับการถกเถียงอย่างเปิดเผยและเสรีในที่สาธารณะ

ดูเหมือนสื่อ (และแม้แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนไทยจำนวนไม่น้อย) กำลังให้เวลาฮันนีมูนกับกลุ่มเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการยอมรับความไม่ชอบธรรมของผู้ที่ใช้กำลังอาวุธเข้าตัดสินปัญหา

สำหรับสื่อแล้ว นี่ถือได้ว่าเป็นการกระทำอัตวิบาตกรรมทางวิชาชีพ ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังตกตะลึงถึงความอ่อนด้อยทางวัฒนธรรมประชาธิปไตยของคนไทย สื่อได้เลือกที่จะแปลงตนเองกลายเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มทหารนอกกฎหมาย และถึงแม้ว่าเรามิอาจจะรู้ได้ว่า การควบคุมสื่ออย่างไร้ความชอบธรรมจะมีมากขึ้นหรือดำรงอยู่อีกต่อไปนานเพียงใด แต่ผลกระทบต่อคนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีผลไปในทางการปลูกฝังความเชื่อที่ว่า การใช้อำนาจและกำลังอาวุธในการแก้ปัญหาเป็นวิธีที่เลิศสุดในการหาทางออกของสังคมกำลังเกิดขึ้นแล้ว

หนทางจากนี้ไป ย่อมนำไปสู่สังคมที่ศิโรราบต่อผู้ใดก็ตามที่มีกำลังมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

………..

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ

Despite the seemingly wide acceptance of the public, especially the urban middle classes and old elites, towards Tuesday’s night coup, there’s still no solid guarantee that the coup will solve more problems than it may end up creating.

Did the coup leaders “solved” Thaksin Shinawatra dilemma only to have created more newer problems? Can two wrongs make thing right, is a question that needs to be considered.

While it may be too premature to be conclusive about it, the current facts speak for itself that on Tuesday’s night, Thailand was transformed from a police-state in the making, run by business-political group led by Thaksin, into to a militarised society ruled by guns and tanks, calling itself the “Administrative Reform Council under Democratic System with His Majesty the King as the Head”.

Judging from its name, the coup leaders want to break the law, overthrow a corrupt and abusive but albeit legally elected government, and still calling themselves “democratic”.

The name of the coup group is itself a contradiction in term as it called itself “democratic” while it opted for undemocratic means to “restore democracy”.

Thailand’s status as a failed democracy became all too apparent on Tuesday’s night. Actually it has become a failed democracy long before Tuesday, and that status continues today.

Majority of the Thai media have failed to uphold it often boast as its sacred principle of press freedom and has over the past three days been quite accommodating or even supportive of the coup makers. They directly or in-directly helped reinforce a belief that the coup is not only inevitable, but acceptable and even inherently good.

The coup leaders even summoned all news editors yesterday (Thursday) to discuss how the media can remain “constructive” in carrying out their duty into the foreseeable future.

On Wednesday, the coup leadership had already used its gun-boat power to order all media to censor any writing or reporting that could jeopardised its efforts “to reform politics towards democracy”. That was on top of another order banning political gathering of five or more persons, making it “illegal” and subject to maximum of six months imprisonment.

So on Tuesday’s night, Thailand’s press went from being under the vicious threat, control and manipulation, of a savvy billionaire-turned-prime minister to that of one literally being under control and “protection” of the military’s guns and tanks.

As this article went to press, 40 armed soldiers are still guarding the Nation Multimedia Group (NMG) which owns and ran The Nation newspaper and Nation Television, for the third consecutive day.

Critical BBC and CNN coverage on Thailand, broadcasted through the kingdom’s UBC Cable Television, Thailand’s biggest cable TV operator, have also been interrupted with music and pictures of Hollywood stars like Angelina Jolie and Tom Cruise appearing instead. The programming will return shortly, was the message on the screen in English which appeared yesterday, without any explaination while the programmes have to disappear at all.

Some journalists even think like the coup leaders, saying it’s “natural” for coup makers to curb press freedom because they would need sometime to crackdown on pro-Thaksin media and elements.

Thaksin infamously think that any media which criticise the then ruling-party and his administration are not being “constructive” and is his enemy, and tries to eliminate them through various means. Now, the junta leaders, and even some journalists, appear to think just like Thaksin’s. When journalist’s thinking and rationale are becoming akin and approbatic to the coup leaders, then democratic culture is truly endangered.

The public who support the coup, they were said on some local televisions yesterday (Thursday) that the media is “free at last”.

At present, the broadcast media is encouraged or even insisted upon, to cricise Thaksin at will. When state-controlled broadcast media chameleonly changed colour overnight after a coup, it has neither become free nor independent – it just got a new boss – who’s expecting those televisions to be equally subservient to them.

Both Thaksin and his nemisis, the coup leaders who toppled him, apparently believe that Thai people are not mature enough to be able to make sound judgement, through open debate and free press, by themselves. Both the old administration of Thaksin and the new regime apparently do not think that people can and should think for themselves.

For the press to continue to give the coup leaders the luxury of a honeymoon period and resigned itself to the inevitability of the coup, citing half a dozen or more reasons why people should simply accept and endorse the new regime, the Thai press is itself committing a professional suicide in the eyes of the world. It has abandoned its responsibility as a watchdog, and turning itself into a lapdog.

They have failed to litmus test of press freedom.

How long such illegitimate and unconstitutional orders will last, we do not know. But surely, it will have a long-lasting impact instilling into the mind of a younger generation of Thais that indeed using brute force to settle differences, is not only an acceptable but a preferred method of solving political and all other differences.

One thought on “◊ บทความ : ความล้มเหลวของสื่อในสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

Comments are closed.