◊ สมาพันธ์ประชาธิปไตย เรียกร้องให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

คำแถลงสมาพันธ์ประชาธิปไตย

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ต้องคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

           

คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินยกเลิกรัฐธรรมนูญและรัฐสภา

           

แม้ว่าประเทศชาติจะมีการแตกแยกอย่างรุนแรง มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นหรือความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาต่างๆ มากมายตามที่ได้อ้างไว้ แต่การใช้วิธีรัฐประหารไปแก้ปัญหานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามวิถีของประชาธิปไตย เพราะประเทศไทยเราได้ก้าวย่างมาบนเส้นทางของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยไม่มีการยึดอำนาจรัฐประหารมาเป็นเวลา15ปีแล้ว  ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย…’ คณะบุคคลใดจะใช้กำลังยึดเอาอำนาจอธิปไตยไปใช้ย่อมขัดแย้งต่อ ‘ความเป็นประชาธิปไตย’ อย่างแน่นอน

           

คณะปฏิรูปฯจึงต้องตระหนักว่าสิ่งที่ท่านได้กระทำลงไปเป็นการย้อนหลังพัฒนาการของสังคมไทยไปใช้วิธีการแก้ปัญหาดุจเดียวกับที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2490

   

ประเทศประชาธิปไตยที่อารยะทั่วโลกไม่ใช้การแก้ปัญหาทางการเมืองไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหนด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารมานับศตวรรษแล้ว ในประเทศอังกฤษมีคนเดินขบวนไล่รัฐบาลแบลร์หลายครั้ง แต่ละครั้งมีคนชุนนุมกว่าสองล้านคน ผู้คนในสังคมแตกแยกความคิดกันมากมาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าทหารอังกฤษเข้ามาแก้ปัญหาโดยการยึดอำนาจรัฐประหาร

           

สมาพันธ์ประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้คณะปฏิรูปฯคืนอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนไทยโดยเร็วที่สุด และขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่าห้าคน ยกเลิกข้อความที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการสื่อสารและรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และการเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน                                                                         

                             

สมาพันธ์ประชาธิปไตย
21 กันยายน 2549

3 thoughts on “◊ สมาพันธ์ประชาธิปไตย เรียกร้องให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

  1. เราผ่านการรัฐประหารและการยึดอำนาจมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งมีการฉีกรัฐธรรมนูญและร่างขึ้นใหม่ จนทำให้ประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญใช้มากมายจนกลายเป็นเรื่องปกติ เราเคยชินกับการยึดอำนาจโดยเผด็จการทหารมาจนเห็นว่าการยึดอำนาจเป็นความชอบธรรมใครอยากจะยึดก็ยึดไป ล่าสุดมีการเลียนแบบการยึดอำนาจ ด้วยการนำประชาชนส่วนหนึ่งเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อเชื่อมต่อสัณญาน ASTV (เหมือนทหารยึดอำนาจแล้ว ยึดสถานีโทรทัศน์) และยังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเหมือนทหารเคยทำเพื่อไม่ให้รัฐบาลเข้าใช้สถานที่ได้ แม้จะทำไม่สำเร็จจนกลุ่มนี้ตกเป็นกบฎแผ่นดินไป แต่นี่เป็นการเลียนแบบทหารหากกลุ่มนี้มีรถถังหรืออาวุธ อาจจะทำสำเร็จนั่นจะเป็นการยึดอำนาจโดยประชาชนกลุ่มหนึ่ง จะเห็นได้ว่าการรัฐประหารยังมีการพยายามทำกันอยู่ เพราะทำได้อย่างง่ายดายเพียงแต่นำรถถังและทหารส่วนหนึ่งออกมาเดินในกรุงเทพฯ ก็สามารถยึดอำนาจได้แล้ว ประทศไทยจึงเป็นแดนที่มียึดอำนาจที่ง่าย และทุกครั้งฝ่ายยึดอำนาจจะอ้างการโกงกิน เพื่อกลบเกลื่อนเป็นเหตุเป็นผลให้เกิดความชอบธรรม แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการแย่งชิงอำนาจในการบริหารประเทศ เพราะการเข้ามาทางประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง จะโดนสกรีนจากประชาชนคนที่อยากมีอำนาจแต่ไม่เข้าตาประชาชน ไม่กล้าหรือไม่อยากผ่านขั้นตอนนี้ เพราะต้องสั่งสมบารมี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ประชาชนในเขตที่ตัวเองรับผิดชอบได้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ กลุ่มคนพวกนี้ จึงใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่าด้วยการยึดอำนาจนั่นเป็นวิธีการกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่รวดเร็วและได้ผล คนพวกนี้จึงเป็นได้แค่ปีศาจที่มาด้วยคราบนักบุญ เหมือนขนมหวานที่เนื้อในขม เป็นปีศาจปล้นอำนาจและที่ผ่านมาการยึดอำนาจแล้วมีกลุ่มต่อต้านน้อยจนไม่มีผลในการต่อต้านการยึดอำนาจ จนทำให้กลุ่มคนพวกนี้ได้ใจ ต่อไปอย่าว่าแต่ทหารเลยที่จะยึดอนาจต่อไป ถ้าประชาชนกลุ่มใดไม่พอใจรัฐบาลไหนก็จะทำการยึดอำนาจได้ หากวันใดการยึดอำนาจโดยประชาชนกลุ่มหนึ่งสำเร็จ เราคิดต่อไปหรือไม่ว่า พม่า เขมรที่เข้ามาเป็นลูกจ้างแรงานเรานับล้าน ๆ คนเกิดเลียนแบบขึ้นมา วันนั้นเราจะทำอย่างไรกับคนหมู่มากเพราะวันนี้ต่างอ้างการห้ามใช้ความรุนแรงกับประชาชน แล้วถ้าเป็นพม่าเขมรทำอย่างนี้และเป็นคนจำนวนมากเช่นกันเราอาจจะเสียอำนาจการบริการประเทศได้โดยประมาทได้ การยึดอำนาจจนเป็นความเคยชินนี้เรามิอาจจะปล่อยให้ปีศาจตัวนี้กระทำย่ำยีต่อประเทศของเราตามใจชอบโดยปราศจากการต่อต้านจนกลายเป็นปีศาจที่ฆ่าไม่ตาย ศิลปินต่อต้านการรัฐประหาร 18 กันยายน 2551

    ข้อมูลจาก http://www.GMM2008.com

  2. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลังจากการประท้วงเรียกร้องต่างๆ แรกๆ ก็เห็นจะมีเหตุผลแต่สุดท้ายการเรียกร้องก็ไร้ซึ่งเหตุผล และดูเหมือนพันธมิตรฯเองจะหาทางลงได้จริงหรือ ทำไปทำมายังต้องโดนข้อหากบฎอีก จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่เขาจะเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในโลกปัจจุบันที่จะหวลกลับไปสู่ ระบอบที่เผด็จการ ที่คัดสรรแต่พรรคพวกตัวเองเข้ามาสู่อำนาจ หรือที่เรียกว่า 70 :30 โดยมองข้ามความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ หรือถ้าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทางตั้ง สสร.3 มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องผ่านขั้นตอนประชาวิจารณ์และลงประชามติ มองตรงนี้แล้วจึงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะผ่านประชามติเสียงส่วนใหญ่นอกจากรอคอยใครซักคน มาหาทางลงให้เหมือน 19 กันยา 49 แต่เงื่อนไขทุกวันนี้ไม่เหมือน ปี49 จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะมีใครคนนั้น ที่เขารอคอยมาหาทางลงให้ได้อย่างสวยงามดั่งปี 49 ยกเว้นเขาไม่ต้องการที่จะลงจริง ๆ หรือเหตุผลที่แท้จริงคือเงินอื่นๆและเงิน บริจาคมันมากเกินจะหยุดหรือจะลง ดูแล้วมันช่างหาเงินง่ายดายเสียเหลือเกิน แล้วเงินที่มากมายมันไปอยู่ไหน และจำนวนเท่าไร ยังเหลืออยู่เท่าไหร่ นี่เองคงจะตอบได้บ้างว่า ทำไมพวกเขาจึงตั้งเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องลง เราอาจจะได้เห็นเสือนอนกินตัวจริงก็เป็นได้

    ข้อมูลจาก http://www.GMM2008.com

  3. การกู้เอกราชของอินเดียของนายคานธี โดยใช้หลักอหิงสา นั้นนำไปสู้การได้มาซึ่งเอกราชของอินเดียจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ นับว่าเป็นต้นแบบการต่อสู้โดยประชาชนเพื่อต่อสู้กับผู้มีอำนาจปกครอง จนได้รับเอกราชจากอังกฤษแม้จะใช้เวลานานแต่ก็ได้ผล หากหันมามองประเทศไทยได้พยายามเลียนแบบจนกลายพันธูเป็น อารยะขัดขืนแบบไทยๆ หากดูกลุ่มก้อนผู้คนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯนั้นมีเป้าหมายไม่ชัดเจนว่า อารยะขัดขืนเพื่อสิ่งใดกันแน่ เพื่อใคร เพื่ออะไร สิ่งที่เรียกร้องก็ปรับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน กล้าแสดงอารยะขัดขืนแล้วกลับไม่ยอมรับผลแห่งการขัดขืน ขัดขืนกฎหมายแล้วผิด กลับไม่ยอมรับผลแห่งความผิดอย่างองอาจ กลับแสดงสิ่งที่น่ารังเกียจโดยใช้ผู้หญิงเป็นโล่กำแพงมนุษย์ นี่แหละสิ่งที่เรียกว่าอารยะขัดขืนแบบไทยๆ นับเป็นความน่าละอายอดสูเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เด็กและเยาวชนยิ่งนัก อารยะขัดขืนแล้วไม่ยอมรับผลแห่งความผิด แล้วหลบอยู่หลังกระโปรงผู้หญิงนั้นนับเป็นความล้มเหลวของอารยะขัดขืน หวังเพียงว่าจะต่อรองขออภัยโทษในสิ่งที่ทำผิดลงไป ถ้าทำผิดแล้วไม่กล้ารับผลแห่งความผิดทำลงไปทำไม ยังมีใครกล้าเรียกอารยะขัดขืนอีกหรือไม่ ถ้ายังกล้าเรียกจะต้องหากระโปรงมาให้ใส่อีกเท่าไหร่ นับเป็นความน่าอดสูหดหู่ใจอย่างรุนแรง การใช้อาวุธเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ NBT ยังจะเรียกอหิงสาอีกหรือ นับเป็นความสับสนของผู้เรียกร้องที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรฯ หรือไม่ ถ้าเป็นความสับสนจริง มันจึงส่งผลต่อข้อที่เรียกร้องกับรัฐ ที่ต้องสบสนไปด้วยว่าตัวเองเรียกร้องอะไรกันแน่ ความล้มเหลวของอารยะขัดขืนนี้มันจึงเกิดจากผู้เรียกร้องใส่กระโปรงมาเรียกร้องนั่นเอง

    ข้อมูลจาก http://www.GMM2008.com

Comments are closed.