◊ บทสัมภาษณ์สุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เรียบเรียงจาก ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์

นี่คือบางส่วนของการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดย ทีมงานรายการ “ประชาธิปไตยทูเดย์” ได้สัมภาษณ์ ที่โรงแรมแกรนด์ไฮเอ็ด โรงแรมหรูระยับกลางเมืองแมนฮัทตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในช่วงเย็นของวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่ 12 ชั่วโมงต่อมา “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จะเข้ายึดอำนาจ

…………………………
การร่วมประชุมสหประชาชาติ

มาประชุมสหประชาชาติเพื่ออะไร เพราะเราอยากยก profile ประเทศ เพิ่มศักดิ์ศรีประเทศ ในโลกเศรษฐกิจทุนนิยมนี่นะ ถ้าคุณเท่ห์นะ เขาเชื่อคุณนะ กระดาษก็เป็นเงิน ถ้าไม่เท่ห์ เขาไม่เชื่อคุณนะ เงินก็เป็นกระดาษ นี่ โลกทุนนิยมมันเป็นอย่างนี้ ผมต้องมาที่นี่เพื่ออะไร

หนึ่ง จะพูดถึงจุดยืนประเทศไทยในสมัชชาสหประชาชาติ นั่นก็คือว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนกับเรื่องการแก้ปัญหาและการปฏิรูปยูเอ็น ทั้งสองอย่างนี้ ต้องยึดหลัก people center ถ้าธุรกิจต้องยึด custom center บริหารประเทศต้อง people center ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน หลักอยู่ตรงนั้น เมื่อหลักอยู่ตรงนั้นปุ๊บ สหประชาติก็ต้องปฏิรูปตัวเองให้นำไปสู่การทำอะไรเพื่อประชาชนของทั้งโลก เรื่องสันติภาพ เรื่องความยากจน เรื่องความก้าวหน้าอะไรต่างๆ และผมจะมาพูดเรื่อง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการทำ people empowerment  คือการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการไขปัญหาตัวเองได้ เช่นงบประมาณประชาชน อะไรพวกนี้ที่เราทำ ก็จะยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาให้เขาฟัง นั่นคือให้รู้ว่าเรามีจุดยืน มีแนวทางที่น่าจะเป็นประโยชน์กับโลก

สอง คือต้องการมาช่วย ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นเลขาฯ ยูเอ็น ผมอยากจะบอกกับพี่น้องคนไทยว่า วันนี้ แค่เราขึ้นไปแข่งกับเขา อยู่ในลำดับต้นๆ นี่ก็เท่ห์แล้วนะ เพราะอย่างน้อยๆ ประเทศไทยมี Candidate และมีคนโหวตให้ อย่างน้อยๆ โพลล์วันนี้ ถึงแม้เราจะมาที่สาม แต่ยังไม่มีประเทศกลุ่ม permanent five มา discourage เราเลย ประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่าเรามี นี่น่าดูนะ เราต้องติดตามดู วันที่ 28 กันยา จะเห็นภาพชัดขึ้น ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้จะดีที่สุด เพราะไม่เคยมี เราเคยมี อูถั่น ของพม่า เมื่อ 40-50 ปีแล้ว ที่เอเชียไม่เคยมี เราก็ถือว่าเราไม่ได้เป็น Candidate ของไทย แต่เป็นของอาเซียน ก็ต้องออกแรงอีกหน่อย เผื่อจะได้ ผมก็ล็อบบี้กันเต็มที่ ไปที่โน่น อาเซมก็ไปล็อบบี้ คิวบาก็ล็อบบี้ มาที่นี่ก็เหมือนกัน

ต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในเมืองไทย

ผมกลายเป็นตัวปัญหาโดยไม่รู้ตัว ปัญหาหนึ่ง คือ ฝ่ายที่จะเอาชนะทางการเมืองกับผม ไม่สามารถเอาชนะด้วยระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเลือกตั้งได้ เพราะรัฐบาลอยู่มา 5-6 ปีได้ทำผลงานมาก และทำให้ประชาชนรัก ทำโพลล์ออกมาทีไร เรานำอยู่เยอะ เลือกตั้งทีไรเราก็ชนะ ทำให้คนไม่อยากเข้าสู่ระบบปกติ มีบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อจะเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตย

สอง ผมได้ขัดผลประโยชน์คนจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว เพราะการมุ่งทำงาน เช่น ปราบยาเสพติด ปราบหวยใต้ดิน บางคนเป็นนักธุรกิจที่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จ เพราะเหตุว่าพยายามซักฟอกเงินออกจากบริษัท แบงก์ล้ม ประเทศ เศรษฐกิจก็พัง รัฐบาลก็เข้าไปดูแล พอเข้าไปก็กลายเป็นว่าผมไปขัดผลประโยชน์ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับผมเลยนะ เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ก็โกรธ บางคนเคยถูกพ่อตาผมจับ เพราะทำแชร์เถื่อน สมัยโน้นหนีออกนอกประเทศไทย ก็มาโกรธผม ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องเลย ก็มารวมตัวกัน
      
แล้วก็มีอีกคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเหมือนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วเคยแข่งกันทางธุรกิจ และก็เป็นรองผมมาตลอด ไม่ค่อยชอบผมหรอก…ก็หัวหน้าม็อบนั่นแหละ… ตอนหลังก็เกิดมาชอบผม เชียร์ผมใหญ่ ผมกลายเป็นเทวดากลับชาติมาเกิดเลยนะตอนนั้น ก็เชียร์ใหญ่ เชียร์ไม่ลืมหูลืมตา แล้วมาขอประโยชน์ อะไรที่เราให้ถูกกฎหมาย ถูกความชอบธรรมเราก็ให้ ให้ไม่ได้ก็ให้ไม่ได้ ตอนหลังให้ไม่ได้กับเรื่องที่เขาหวังสูง ก็โกรธกัน ก็ไปตั้งวงด่าผม เมื่อด่าผมคนของผมก็อาจจะไปทะเลาะด้วย ก็เลยไม่พอใจ คนเหล่านี้มารวมกันพอดี เป็นก้อนใหญ่ ต่อต้านผมเต็มที่….”
    

สื่อมวลชนไทย

สื่อสิ่งพิมพ์บางสื่อก็… ต้องเอาคำพูดของมาร์ค ทเวน ที่ว่า ถ้าไม่อ่านหนังสือพิมพ์ก็ un-inform ถ้าอ่านก็ miss inform… เลยไม่รู้จะเอาอย่างไรดี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ สื่อบางคน บางฉบับ เป็นขาประจำกันมานะ เพราะขัดแย้งตั้งแต่สมัยทำธุรกิจแข่งกัน ก็เลยเอาติดมาด้วย เรื่องจรรยาบรรณหายหมด…

สื่อไทย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ไทยนี่ มีอุดมคติว่า ต้องเป็นฝ่ายค้าน ต้องด่ารัฐบาล ถึงจะขายได้ อันนี้เป็นความคิดของศตวรรษที่ 20 แล้วไม่ยอมเปลี่ยนเมื่อข้ามศตวรรษแล้ว และผมเป็นรัฐบาลแรกที่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 เราก็เลยพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรเข้าสู่ศตวรรษที่ 21
     

นโยบายประชานิยม

คนอย่างผม มาถึงตอนนี้ยังอยากได้อะไรอีก ชีวิตมันอยากได้อะไรอีก ก็อยากเห็นประเทศดีเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไร ผมเองเป็นคนลำบากมาในชีวิต ก็สงสารเพื่อนร่วมชาติที่ลำบากก็อยากหาทางช่วย ก็พยายามเข้าไปแก้ปัญหาความยากจน ให้โอกาสเขาอะไรเขา แต่ว่าตรงนั้นไม่ใช่การหาเสียงนะ แต่เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่พื้นฐานเลย ถ้าเราแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศต้องแก้ที่ปัญหาฐานรากมัน ฐานรากมันเน่า ถ้าเราไม่ซ่อมมัน ถ้าเราต่อขึ้นไปก็ล้ม โดนลมก็ล้ม นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ แต่คนเขาบอกว่า ประชานิยม

      
กรณีถูกคนไทยในนิวยอร์คขับไล่ที่หน้ายูเอ็น

ประเทศประชาธิปไตยเขาเข้าใจครับ เพียงแต่ว่าถ้อยคำที่ใช้ ให้สำรวจตัวเองหน่อย อย่าใช้ถ้อยคำที่มันขาดความเป็นมนุษย์ที่มีการศึกษามีการอบรม มีวัฒนธรรม คนไทยมีการอบรม มีวัฒนธรรม ถ้าถ้อยคำที่ใช้แบบคนขาดวัฒนธรรม เท่ากับคุณทำให้เสียหน้า เสียชื่อเสียงประเทศ ต้องระวังหน่อย อยากจะบอกคนเหล่านี้ว่าช่วยกรุณาไปดูข้อมูลที่แท้จริง ตัวเลขต่างๆ ให้ชัด อย่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ชอบหรือไม่ชอบ และพยายามดู background ของคนที่พูดด้วย

สังคมไทยเป็นสังคมอารมณ์?

…ถ้ามองย้อนไปในยุคอดีต ช่วงที่เขาพยายามไล่นายกฯ กันนี่ ก็ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับช่วยกันเขียน แรงไม่แพ้ที่ผมโดนมานี่ แต่ในที่สุดแล้วเมื่อคนนั้นพ้นไปแล้วก็เป็นคนดี อันนี้เป็นอะไรที่เป็นอารมณ์มาก สังคมไทยเป็นสังคมอารมณ์เยอะ เพราะฉะนั้นต้องอย่าไปอ่อนไหว…
     
  
ระเบิดที่หาดใหญ่

แน่นอน ประเทศไทยเคยมีภาพพจน์แห่งความเอื้ออาทรต่อกัน สยามเมืองยิ้ม คนไปเที่ยวเมืองไทยเพราะเขาชอบคนไทย มีน้ำใจ แต่พอมีข่าวความโหดเหี้ยมในสังคมไทย มันเสียหายมาก เท่ากับวัฒนธรรม หรือสิ่งที่คนชื่นชมมาถูกทำลายด้วยคนไม่กี่คน ทำลายคนอื่น ทำลายล้างระบบ เพื่อความสะใจตัวเอง ผมต้องมานั่งอธิบายเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการพบกันที่ US Chamber of Commerce และ US-ASEAN Business Council เมื่อเช้านี้ มีคำถามที่ต้องอธิบาย พบ Wall Street Journal วันนี้ก็ต้องอธิบาย
       
 
ชีวิตหลังเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์”

จากที่ผมเคยมีชีวิตที่สบายๆ นั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง อยากไปเดินศูนย์การค้าก็ไป ตอนนี้ผมลำบากขึ้นเยอะ ไปไหนก็แน่นอน รถต้องรถหุ้มเกราะกันกระสุน กันระเบิดด้วยซ้ำ แต่กันแค่ระเบิดเล็กนะ ระเบิดอย่างที่เขาจะทำผมแล้วไม่สำเร็จนี่ ไม่มีเหลือ ร่างก็ไม่มีเหลือ ผมยังบอกกับเมียวันนั้นว่า นี่ยังดีนะ วันนี้กลับมากินอาหารด้วยกันได้ ไม่งั้นสงสัยเธอต้องไปรดน้ำศพฉันแน่ แต่ว่าไม่ใช่สิ รดน้ำศพได้หรือเปล่า เพราะหาชิ้นส่วนไม่เจอแน่นอน เพราะระเบิดขนาดนี้…

“เป็นอะไรที่เหี้ยมโหดมาก ผมเองทั้งครอบครัวก็ต้องไปไหนลำบากขึ้นเยอะ มันเกิดจากอะไร เกิดจากการที่ผมอาสามาทำงานให้ประชาชน ไม่ได้เกิดจากการที่ผมคิดว่าจะมาทำอะไรให้ตัวเองเลย สิ่งที่เกิดขึ้น โอโค เกิดกับผมก็แย่แล้วในส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันทำให้ภาพของประเทศ… เราจากประเทศที่เป็นสยามเมืองยิ้ม มันกลายเป็นประเทศที่มี่ความรุนแรงอย่างนี้แล้วหรือ”

“ครอบครัวเหรอ แน่นอน ทุกคนกลัว โดยเฉพาะลูกๆ แต่คุณหญิงเป็นคนเข้มแข็งมาก เรียกว่าคือ… ปกติต้องร้องไห้ แต่ความที่มันเจ็บเกินกว่าที่จะร้องไห้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเราได้”

Victim of own success

“คือวันนี้เหมือนกับ… เราอาสาทำงาน เราตั้งใจทำจนสำเร็จแบบไม่เคยเกิดขึ้น เป็นประวัติศาสตร์ไปหมด  เช่นพรรคเดียว ได้เสียงครึ่งหนึ่งของสภาเป็นครั้งแรก สอง ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันสองครั้ง ซึ่งไม่เคยมี แถมเป็นพรรคเดียวที่ได้จัดตั้งรัฐบาล ส่วนหนึ่งก็คือ…ผมเป็น victim of own success…”

เว้นวรรค

“ผมอยากพัก เพราะหกปีกว่าแล้ว ผมเหนื่อยล้า ครอบครัวก็เดือดร้อน ก็อยากจะมีความสุขในชีวิตบั้นปลายบ้าง เพราะตอนนี้ก็ 57 แล้ว แต่ความที่มีกองเชียร์เยอะ และเขารักจริง ไปไหนเขากอด เขาร้องไห้ ผู้ชายอกสามศอกเขาร้องไห้ ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเองจะเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่าถ้าผมจะเลิก อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่มีอิสระเหมือนเดิม เพราะเนื่องจากได้อาสามาแล้ว เป็นคนสาธารณะไปแล้ว และเนื่องจากคนฝากความหวังก็ดี เชียร์ก็ดี รักก็ดี มีมาก มากกว่าคนที่ไม่ชอบผมเยอะ ถามว่าผมจะยอมแพ้กับไอ้พวก…ขอใช้คำว่า out law ง่ายๆ หรือ…”

กรณีพาดหัวข่าว “สนธิลั่นจัดชุมนุมใหญ่สกัดแม้วเหยียบแผ่นดิน20ก.ย.นี้”

“สนธิเป็นใคร มาห้ามผมเหยียบผมดิน ต้องถามสนธิเป็นใคร ผมเป็นใคร ไร้สาระครับ… วันนี้ผมฝรั่งถาม ผมเลยบอกว่า… ไม่อยากแปล สรุปว่าผมใช้คำที่ฝรั่งหัวเราะกันทั้งห้อง….Like dog barking at the moon (หัวเราะ)”

คนไทยในอเมริกา

“ขอเป็นกำลังใจ เพราะว่าคนเหล่านี้ก็ต้องแสวงหาสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีความสุขที่สุด บางคนก็เลือกที่จะส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ สร้างอนาคตที่นี่ แต่อยู่ที่ไหนก็ตาม ขอให้คิดว่าเป็นคนไทย และขอให้มองการเมืองไทยอย่างสร้างสรรค์ อย่างมีอนาคต เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมันมีความขัดแข้ง มีฝ่ายค้านฝ่ายสนับสนุน เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปมอง อย่าไป in จนขนาดที่ว่าไม่มีเสียดีกว่า แน่นอน คนรักผมก็ต้องมีเหตุผล คนไม่รักผมก็ไม่มีเหตุผล ผมไม่ได้ไปขอร้องให้ใครมารักผม แต่ถ้าจะรักประเทศชาติให้ถูกทางก็ต้องรักอย่างมีเหตุผล และเข้าใจข้อมูลที่แท้จริงไม่ใช่ฟังความข้างเดียว ซึ่งไม่ดีแน่

“ผมอยากเป็นกำลังใจว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม ขอให้เรามีความสุข ถ้าเราคิดว่ามีความสุขนี่ทำให้ดีที่สุด เพราะชีวิตเราไม่ยาวนานหรอก ทุกคนไม่ยาวนาน สร้างอนาคตที่ดีไว้ให้ลุกหลานเถอะ อนาคตที่ดีก็คือการศึกษา การอบรม หน้าที่สำคัญคือวัฒนธรรม อยากฝากว่าขอให้มีวัฒนธรรมคือความอ่อนโยน มีน้ำใจเอื้ออาทร รักเพื่อนมนุษย์ เป็นหัวใจสำคัญของสังคมไทย ก็อยากจะฝากทุกคน….”
 

…………………..

 20 ชั่วโมงหลังจากการสัมภาษณ์ผ่านพ้นไป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้บินด่วนไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยไม่มีใครทราบว่าอีกนานเท่าไหร่จึงจะคืนสู่มาตุภูมิได้…

การถ่ายทอด “ส่วนหนึ่ง” ของบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ มิได้มีเจตนาใดๆ นอกเหนือไปจากต้องการให้คุณผู้อ่านได้รับฟังคำพูดครั้งสุดท้ายของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ยินอีกเมื่อไร

3 thoughts on “◊ บทสัมภาษณ์สุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

  1. 6ปีทักษิณพาประเทศไทยเดินหน้าไปปีละ1ก้าว ได้6ก้าว ทหารดึงประเทศถอยหลัง 10 ก้าว ตกลงแล้วประเทศไทยล้าหลังไป4ก้าว แล้วถ้าจะให้ทันชาวโลก ใน5ปีข้างหน้าไทยจะต้องกระโดดให้ได้ปีละ3ก้าว บอกได้คำเดียวว่ายากส์ !!!!เพราะเหตุนี้ไงที่ไทยถูกไต้หวันและสิงคไปร์และมาเลเซียแซงไปตั้งแต่20ปีที่แล้ว และเวียดนามที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็กำลังจะแซงประเทศนักประชาธิปไตยแบบไทยแล้ว อะไรคือความแตกต่าง ก็นี่ไง

  2. รักนายก ทักษิณ ท่านจะอยู่ในใจผมตลอดไป
    ผมเคยเกลียดทักษิณ ด้วยความรู้สึกว่าเค้ารวยเกิรไปมาตลอด
    แต่การบริหารประเทศของท่าน ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศมากมาย
    แม้จะมีผิดพลาดไปบ้าง ผมก็นับถือว่าท่าน เป็นคนดีคนหนึ่ง ที่ผมจะไม่ลืมเลย

  3. รักคุณทักษิณ และเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอค่ะ ^^
    ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเห็นและสัมผัสมากับตัวเอง
    ว่าประชาชนในระดับรากหญ้ามีชีวิตดีขึ้นอย่างไร
    มีอะไรที่เปลี่ยนไปในระบบราชการบ้าง
    ระบอบผู้มีอิทธิพลและระบบคอรัปชั่นที่ครอบงำประเทศมาช้านาน
    เราก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าเสียสละเอาตัวเองมาเสี่ยงต่อกรกับคนเหล่านี้
    แต่ท่านกล้ายอมเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยง

    เราเชื่อว่าคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้…
    ขอคุณพระคุ้มครองท่านด้วยนะคะ

Comments are closed.