◊ ไอซีที เริ่มคุมเข้มความเห็น ‘สร้างความแตกแยก’ ผ่านทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

21 ก.ย. 2549 – ความเคลื่อนไหวของกระทรวงไอซีที หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ออกประกาศให้ทำหน้าที่ควบคุมยับยั้ง สกัดกั้น และทำลายการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระบบสารสนเทศผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสาร อันอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองนั้น

วันนี้ นายไกรสร พรสุธี ปลัดกระทรวงไอซีที ได้เรียกผู้แทนรัฐวิสาหกิจ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมวลชนทั้งวิทยุและโทรทัศน์ เข้าร่วมประชุมเพื่อขอความร่วมมือเว็บมาสเตอร์ดูแลกลั่นกรองข้อความที่แสดงความเห็นที่สร้างความแตกแยกผ่านเว็บไซต์ในเบื้องต้น 12 วัน

ไอซีทีระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการปิดห้องแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ แต่ขอให้ผู้ให้บริการช่วยกันตรวจสอบความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม แต่หากไม่มีขีดความสามารถดูแลทั่วถึงจะปิดไม่ให้แสดงความคิดเห็นไปก่อนก็ได้  โดยการพิจารณานั้นมีหลักการดังนี้

1. ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิม เพียงแต่ผู้แสดงความคิดเห็นและเว็บมาสเตอร์ ต้องรับผิดชอบต่อการแสดงความเห็นที่สร้างความแตกแยกในสังคม  2. หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันอันเป็นที่เทิดทูนของปวงชนชาวไทย   3. ไม่แสดงความเห็นพาดพิงหรือ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยในสังคม

ส่วนของสถานีโทรทัศน์ ไอซีทีพบว่า บางรายการเปิดให้แสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม คณะปฏิรูปฯ จึงมีคำสั่งให้งดเผยแพร่ข้อความเอสเอ็มเอส เอ็มเอ็มเอส ส่วนการจัดรายการของสถานีวิทยุกระจายเสียง ขอให้งดการโทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็น เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ด้านผู้ให้บริการข่าวสั้นผ่านโทรศัพท์มือถือ ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวกับกระทรวงไอซีทีก่อนเผยแพร่ข่าว โดยข้อความข่าวที่เป็นข่าวลืออันอาจจะสร้างความสับสนให้กับสังคมถือเป็นข้อความที่ไม่ควรนำเสนอ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นคำสั่งห้ามเอสเอ็มเอสเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ ผู้แทนจากสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี และไอทีวี ได้แสดงความเห็นโต้แย้งว่า สถานีมีขีดความสามารถในการกลั่นกรองข้อความแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้มากกว่าเว็บไซต์ต่างๆ ตรงกันข้ามคำสั่งให้งดเอสเอ็มเอสอาจจะส่งผลกระทบในภาพลบต่อคณะปฏิรูปฯได้

ทางด้านผู้แทนสถานีวิทยุ จส.100 ซึ่งต้องเปิดรับข้อมูลจราจรและอุบัติเหตุจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ได้โต้แย้งว่า การห้ามโทรศัพท์เข้ารายการจะส่งผลกระทบต่อรายการ ซึ่งนายไกรสรยอมรับจะนำความเห็นดังกล่าวไปเสนอต่อคณะปฏิรูปฯ เพื่อหาทางผ่อนคลายแนวทางปฏิบัติ

สำหรับคำถามที่ว่า จะสามารถเผยแพร่ข่าวของอดีตรัฐมนตรีได้หรือไม่นั้น นายไกรสรชี้แจงว่า ยังไม่มีการหารือในประเด็นดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้จะนำไปหารือให้เกิดความชัดเจนต่อไป

ในส่วนของคปค. ก็มีการเรียกประชุมสื่อทุกแขนงเช่นกัน โดยพล.ท.พลางกูร กล้าหาญ โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ขอความร่วมมือให้สื่อนำเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์ เป็นไปในทางเดียวกัน โดยใช้วิจารณญาณว่าข่าวไหนควรหรือไม่ควรนำเสนอเพื่อสันติสุขของบ้านเมือง อีกทั้งควรระมัดระวังในการใช้ภาษาด้วย

“วันนี้การใช้ภาษามีความหมายอย่างยิ่ง ทางคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องขอความร่วมมือให้เขียนชื่อให้เต็ม หากไม่เต็มรูปแบบความหมายจะเปลี่ยนไป และหากมีการใช้คำว่า ปฏิวัติ หรือรัฐประหารความหมายจะเปลี่ยนไปในทันที ” พล.ท.พลางกูรกล่าว

นอกจากนี้ คปค.ยังขอความร่วมมือไม่อยากให้นำเสนอภาพเก่าสมัย รสช. เพราะกลัวว่าคนจะเข้าใจผิด และการพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 จะทำให้เกิดความเสียหาย

3 thoughts on “◊ ไอซีที เริ่มคุมเข้มความเห็น ‘สร้างความแตกแยก’ ผ่านทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

  1. “วันนี้การใช้ภาษามีความหมายอย่างยิ่ง ทางคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องขอความร่วมมือให้เขียนชื่อให้เต็ม หากไม่เต็มรูปแบบความหมายจะเปลี่ยนไป และหากมีการใช้คำว่า ปฏิวัติ หรือรัฐประหารความหมายจะเปลี่ยนไปในทันที ” พล.ท.พลางกูรกล่าว

    ใช่แล้ว เก่งมาก!!!
    “ปฏิวัติ” นานๆถึงจะทำได้สักที และชาวโลกไม่ค่อยประณาม
    “รัฐประหาร” ทำได้บ่อยๆ แต่ชาวโลกประณาม

  2. แล้วที่เพิ่งทำเขาเรียกว่า”ปฏิรูปแบบปืนจ่อหัว” หรือเปล่าเผ้?

  3. แล้วที่เพิ่งทำเขาเรียกว่า”ปฏิรูปแบบปืนจ่อหัว” หรือเปล่าเผ้?
    แล้วชาวโลกจะสาปแช่งให้อายไหม?

Comments are closed.