ประชาไท

www.prachatai.com

รายงานพิเศษ : การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากนโยบายการพัฒนาเหมืองแร่โปแตซอีสาน

 

 

เรียบเรียงโดย  บำเพ็ญ ไชยรักษ์

กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

 

 

เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ชาวบ้านที่อุดรธานีเปิดพื้นที่การรับรู้เรื่องเหมืองแร่โปแตชอย่างกว้างขวางขึ้นในสังคมไทย  เมื่อออกมาคัดค้านการทำเหมืองแร่ใต้ดินในจังหวัดอุดรธานี ต่อมามีรายงานว่ามีนักลงทุนได้เข้ามายื่นขอสำรวจพื้นที่เชิงพานิชย์เพื่อพัฒนาเหมืองแร่โปแตช อีก 6 แห่งในอีก 6 จังหวัดภาคอีสาน ทำให้คนอีสานตื่นตัวและร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้ตรวจสอบการพัฒนาเหมืองแร่โปแตชดังกล่าวทั้งในจังหวัดอุดรธานีและในภาคอีสาน

 

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 ที่ผ่านมานายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  พร้อมด้วยคณะเดินทางมายังวัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี โดยมีตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี นำลงพื้นที่หนองน้ำสาธารณะประโยชน์หนองนาตาล ซึ่งอยู่ติดกับที่ตั้งโรงงานแต่งแร่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ของบริษัทเอเชียแปซิฟิกโปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ในเครือของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนขอประทานบัตรทำเหมือแร่แร่ใต้ดิน และต่อจากนั้นคณะได้เดินทางมาพบปะชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาให้กันต้อนรับกันเต็มศาลาวัดจำนวนกว่า 500 คน 

Read more »

May 3, 2008 Posted by littleonline | รายงานพิเศษ | | 2 Comments

บทความชวนวิวาทะ : คนจนในไทยมีเพียง 10%

 

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>

ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

 

คนจนคือชนกลุ่มน้อยนิดในประเทศไทยจากข้อมูลของ CIA ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่เพียง 10% ของประชากรทั้งประเทศ <3> แล้วทำไมบางคนยังเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจนอยู่อีก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตอนคุณรสนา โตสิตระกูลในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ ตอบโต้กับคุณปลื้ม ก็ยังอ้างว่าประชาชนไทย 70% ยากจน <4> เรามี “คนยากจน” หรือ “คนอยากจน” จำนวนมากกันแน่ คนที่มักวาดภาพว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจนนั้นเป็นเพราะความเข้าใจผิดหรือมีวาระซ่อนเร้นอะไร เรามักชอบเอาคนจนหรือความจนมาอ้างหรือไม่

  Read more »

May 3, 2008 Posted by littleonline | บทความ | | 5 Comments

ประภาส ปิ่นตบแต่ง: มองมุมภาคประชาชน: จะแตกหักกันไปทางไหน

 

ประภาส ปิ่นตบแต่ง

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่ผ่านมาในทำนองว่า ถึงคราวจะต้องรบกันอย่างแตกหักกันแล้ว ความแตกหักดังกล่าวไม่ใช่ในระดับของการหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ภาพที่มากกว่านั้นคือ สงครามกับระบอบทุนนิยมสามานย์

 

กรอบโครงหลักซึ่งเป็นเรื่องราวที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เขียนภาพขึ้นมาเชื่อมโยงไปถึงการต่อสู้ที่ชี้ให้เห็นว่า อีกฝ่ายหนึ่งได้พยายามทำลายอุดมการณ์หลักของชาติคือ อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์

 

การอภิปรายทางวิชาการ (ตามสำนวนของกลุ่มพันธมิตร) และการเคลื่อนไหวผ่าน สื่อหน้าเหลือง” ในระยะเวลาที่ผ่านมาและที่จะเป็นไปข้างหน้า จึงเชื่อมโยงเอาเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดจินตภาพดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กรณีคดีความของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง จะไปโผล่ในเว็บและรายการทีวีของสื่อสีเหลือง และกลายเป็นประเด็นอภิปรายที่สำคัญที่แกนนำกลุ่มพันธมิตร หยิบขึ้นมาพูดในเวทีอย่างสนุกปาก

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ถูกเชื่อมโยงเข้ากับ นปก. ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในพวก สองไม่เอา” (ต้านรัฐประหารและด่าทักษิณ) เขากลายเป็นหนึ่งในสามประสาน (ตามนิยามของ สนธิ ลิ้มทองกุลคือ กลุ่มซ้ายอกหัก-นักการเมืองเลว-คนรุ่นใหม่ที่ถูกล้างสมองโค่นล้มรัฐธรรมนูญและสถาบันสูงสุด) ที่กำลังทำลายอุดมการณ์หลักของชาติในสายตาของกลุ่มพันธมิตร และถูกโยนเข้ามาในสถานการณ์สงครามแตกหักจากหลายทิศหลายทาง แม้กระทั่ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งควรจะเลี้ยงหลานก็โผล่ขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้

 

ในเกมการเมืองเช่นนี้ ความถูกต้องของข้อมูล ข้อเท็จจริง จึงไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ การหยิบยกประเด็นการเมืองขึ้นมาเล่นต่างหาก การชี้แจงและทำความเข้าใจของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ถึงสมาคมผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

Read more »

May 3, 2008 Posted by littleonline | บทความ | | No Comments Yet

บทความ : วิพากษ์ ยาม ฯ ‘ความเท็จจะเป็นความจริงได้หากตอกย้ำไปเรื่อยๆ?’

 

บทความเดิมชื่อ ยามสยองกระหายเลือด

 

สิทธิพร จรดล

อดีตบรรณาธิการนิตยสาร QUESTIONMARK

 

เมธัส บัวชุม คอลัมนิสต์ เสียงข้างน้อย ในเวบไซต์ข่าวประชาไทออนไลน์ สรุปรวบยอดพฤติกรรมสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการไว้อย่างแหลมคมและน่าสนใจในบทความชื่อ “ ‘ผู้จัดการ’ กับการปั้นน้ำเป็นตัวว่า

 

“ASTV และเวบไซต์ผู้จัดการ คือสุดยอดของ การปั้นเป็นตัว” “จับแพะชนแกะ” “ใส่สีตีข่าว” “มั่ว” ชนิดที่หาไม่ได้อีกแล้วไม่ว่าจะในอดีตหรืออนาคตทั้งนี้เพราะด้วยความต่อเนื่อง และความเอาจริงเอาจังที่ไม่เคยลดราวาศอก (ราวกับว่าความเท็จจะเป็นความจริงได้หากตอกย้ำไปเรื่อยๆ)

 

เมธัสบอกว่าเรื่องการ ใส่สีตีข่าว” เป็นงานถนัดของสื่อในเครือผู้จัดการตั้งแต่เรื่องในมุ้งของชาวบ้านไปจนถึงเรื่องของการล้มรัฐบาล โดยมีคอลัมนิสต์อย่าง ซ้อเจ็ด เป็นสุดยอดของนักนินทาใส่สีและเป็นต้นแบบของการปั้นน้ำเป็นตัว (ไม่นับ ผู้จัดกวน ที่เป็นสุดยอดของการเต้าข่าวให้ขำซึ่งบางครั้งก็ไม่ขำเท่าไหร่)

 

(ดู ผู้จัดการ กับการปั้นน้ำเป็นตัว , ประชาไท , http://blogazine.prachatai.com/user/maythas/post/692)

Read more »

May 3, 2008 Posted by littleonline | บทความ | | No Comments Yet

long time no see!

ช่วงนี้อาจจะเจอปัญหาเด้งมาที่สนามสำรองบ่อยหน่อย เนื่องจากเกิดปัญหาการเรียกข้อมูลใน Server
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหา ทีมงานจะพยายามแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว
ทั้งนี้ หากพบปัญหาไม่สามารถเข้าเว็บประชาไทได้สามารถโทรศัพท์แจ้งทีมงานที่ 0865135000 หรืออีเมลถึงเวบมาสเตอร์ที่ webmaster@prachatai.com หรือ chiranuch@prachatai.com

ขออภัยในความไม่สะดวก

ทดลองเข้าเว็บประชาไทอีกครั้ง ที่นี่

December 17, 2007 Posted by pin pathana | ประชาไท | , | No Comments Yet

Emergency Only

ถ้ากดเข้าเวบประชาไทได้แล้ว เด้งมาที่ประชาไทสนามสำรองแห่งนี้ นั่นแสดงว่า ระบบปฏิบัติการบางอย่างของเรากำลังมีปัญหา

ทีมงานเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แต่กำลังรีบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการ restart ระบบของเราใหม่ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

แม้จะมีข่าวร้ายคือ ช่วงนี้อาจจะเข้าเว็บประชาไทได้ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ข่าวดีคือ ถ้าเราเจอกันในหน้านี้ แสดงว่าเว็บไซต์ประชาไทยังมีชีวิตอยู่ ไม่ถูกทำมิดีมิร้ายอะไรจากอำนาจมืด วินาทีนี้เข้าไม่ได้ ก็ลอง refresh ใหม่เรื่อยๆ แล้วประชาคมประชาไทจะได้เจอกันในที่สุด

แล้วพบกันหลังเรา restart server (ถ้าเรายังไม่ถูกทำมิดีมิร้ายจากอำนาจมืด)

May 30, 2007 Posted by pin pathana | ประชาไท | | 20 Comments

การสื่อสารขัดข้อง และสนามสำรอง

สืบเนื่องจากปัญหาการใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ประชาไทใช้งานอยู่ ในปัจจุบันมีการเรียกข้อมูลมาแสดงผลจำนวนมาก ทำให้บางครั้งเว็บไซต์ประชาไทแสดงข้อความ “การสื่อสารขัดข้อง กรุณาติดต่อกลับมาอีกครั้ง” หรือบางครั้งจะเปิดหน้า “สนามสำรอง” แบบอัตโนมัติ

วิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น หากมีข้อความ “การสื่อสารขัดข้องฯ” ให้ผู้ใช้งานทำการ refresh เพื่อเรียกข้อมูลอีกครั้ง แต่ถ้ามีการเปิดหน้า “สนามสำรอง” แบบอัตโนมัติ ให้ผู้ใช้งานคลิกที่นี่ เพื่อเปิดหน้าแรกประชาไท

ขออภัยในความไม่สะดวก
Prachatai Webmaster

February 15, 2007 Posted by pin pathana | Blog | | 6 Comments

คอลัมน์ใหม่ Silence of the Lamp : สื่อพม่าลุกขึ้นสู้

เหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในพม่า บอกโลกว่า สื่อสารมวลชนในพม่ากำลังจะเปลี่ยนไป สุภัตรา ภูมิประภาส ประเดิมคอลัมน์ใหม่ที่จะใช้ติดตามสถานการณ์สิทธิสื่อและสถานการณ์เสรีภาพสื่อของไทย เริ่มตอนแรกด้วยเรื่องสื่อพม่า ประเทศที่เราใช้เปรียบเทียบมาตลอดประวัติศาสตร์ เพื่อหวังเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ที่เปล่งออกมาจาก ตะเกียงส่องทาง

โดย สุภัตรา ภูมิประภาส

นิตยสารอิระวดีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของสื่อมวลชนในประเทศพม่าว่า วารสารรายสัปดาห์ภาษาพม่าชื่อ เดอะ วอยซ์  ตีพิมพ์บทความที่วิพากษ์วิจารณ์มาตราการควบคุมสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่นับวันจะละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนมากขึ้นทุกที

ที่น่าสนใจคือ เหตุใดสื่อมวลชนพม่าจึงลุกขึ้นมาช็อควงการแบบนี้

เพราะที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีในวงการสื่อทั่วโลกว่าสื่อมวลชนในพม่านั้นคุ้นเคยกับการเป็น “กระบอกเสียงของรัฐบาลทหาร”

นับตั้งแต่คณะรัฐประหารพม่ายึดอำนาจเมื่อ 18 ปีที่แล้ว รัฐบาลเผด็จการทหารฯ ห้ามเด็ดขาดเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ

และเมื่อคำสั่งห้ามดังกล่าวมีกระบอกปืนกำกับ  สื่อมวลชนในพม่าจึงต้องยอมจำนน ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หันไปทำข่าวฝนตก น้ำท่วม ภัยแล้ง ข่าวผู้นำทหารไปไหว้พระ บูรณะเจดีย์ หรือไปเปิดงานอบรมต่างๆ แถมสื่อสิ่งพิมพ์แต่ละฉบับ ยังต้องอุทิศพื้นที่หนึ่งหน้า สำหรับข่าวประชาสัมพันธ์ “นโยบายรัฐบาล”

ผลการสำรวจเสรีภาพสื่อมวลชนใน 168 ประเทศทั่วโลกขององค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน พม่าติดอันดับท้ายๆ อยู่เสมอ ผลการสำรวจล่าสุดประจำปี 2549 ที่เพิ่งผ่านมา พม่าถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 164 (ปี 2548 อยู่อันดับ 163 ปี 2547 อยู่อันดับ 164)

กองจดทะเบียนและตรวจสอบสื่อที่รัฐบาลเผด็จการทหารตั้งขึ้นมานั้น ออกระเบียบที่มีแต่ข้อ “ห้าม” สำหรับสื่อมวลชน เช่น

ห้ามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐ

ห้ามรายงานข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหาร เช่น ข่าวเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคม

ห้ามรายงานข่าวที่เกี่ยวกับนางออง ซาน ซูจี และการเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร

โทษของการฝ่าฝืน คือ คุก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สื่อมวลชนในพม่าคุ้นเคยภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารตลอด 18 ปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงนิวยอร์ค เพิ่งเผยแพร่ รายงานการคุกคามสื่อมวลชนทั่วโลกประจำปี 2549 ระบุว่าประเทศพม่าเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีการเซ็นเซอร์สื่อมากที่สุด และยังเป็นประเทศ ที่จับนักข่าวไปขังคุก มากที่สุดเป็นอันดับห้าของโลก ปัจจุบันมีนักข่าว นักเขียนพม่า 7 คนถูกจำคุกอยู่ ด้วยข้อหาต่างๆ บางคนถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเพียงแค่ไปถ่ายวีดีโอบันทึกภาพภูมิทัศน์ของเมืองเพียงมะนาที่เป็นเมืองหลวงใหม่ของพม่าโดยมิได้รับอนุญาต

คำว่า “เสรีภาพสื่อ”นอกจากไม่มีปรากฏอยู่ในข้อเขียนของสื่อฉบับไหนในประเทศพม่าแล้ว สื่อมวลชนพม่า ยังถูกบังคับให้ต้องร่วมถล่มสื่อมวลชนต่างประเทศ ที่ไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการพม่าอีกด้วย

รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารย้ำเตือนสื่อมวลชนอยู่เสมอว่า นักข่าวมีหน้าที่ “ต้องรายงานข่าวเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน”

บทความที่กล่าวถึงในวารสาร เดอะ วอยซ์ นำเสนอในรูปแบบบทสนทนาถาม-ตอบระหว่าง “ผู้เท่าทันสถานการณ์” กับ “บรรณาธิการ”กล่าวถึงความอึดอัดของสื่อมวลชนภายใต้มาตรการควบคุมสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร

“ผู้เท่าทันสถานการณ์” กับ “บรรณาธิการ” สนทนากันว่าเมื่อก่อนนี้ “กองจดทะเบียนและตรวจสอบสื่อ” ควบคุมสื่อด้วยการจัดแบ่งประเภทข่าวไว้ 2 ประเภทคือ 1.รายงานข่าวที่กระทบต่อความสงบและความมั่นคงของประเทศ กับ 2.รายงานข่าวที่ไม่กระทบกับความสงบและความมั่นคงของประเทศ

“กองจดทะเบียนและตรวจสอบสื่อ” อนุญาตให้บรรณาธิการพิจารณานำเสนอข่าวประเภทที่ 2 ได้เท่านั้น

แต่แค่นั้น นักข่าวก็แทบจะหาข่าวทำไม่ได้อยู่แล้ว

ตอนนี้มีระเบียบใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก โดยกำหนดให้ทุกสำนักพิมพ์ และผู้สื่อข่าวในสังกัดต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานและกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรายงานข่าวที่จะนำเสนอก่อน จึงจะสามารถตีพิมพ์รายงานข่าวชิ้นนั้นๆได้ เป็นการเพิ่มความยากลำบากในการทำงานให้กับสื่อมวลชนในพม่ามากขึ้นไปอีก

พวกที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการ หรือรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน จึงต้องกลายเป็น “สื่อพลัดถิ่น” แบบนิตยสารอิระวดี และอื่นๆ อีกหลายสำนักกระจายกันรายงานข่าวจากนอกประเทศ

แต่วารสาร เดอะ วอยซ์ นั้นมีสำนักงานอยู่ที่เมืองร่างกุ้ง ใกล้กับคำสั่งห้ามของรัฐบาลเผด็จการทหารมากที่สุด ซึ่งหมายถึงจะถูกจับใส่คุกเมื่อใดก็ได้

บทความในวารสาร เดอะ วอยซ์ ชิ้นนี้ จึงสร้างทั้งความแปลกใจและคำถาม ให้กับบรรดาผู้สังเกตการณ์ในแวดวงสื่อและแวดวงการเมือง ทั้งในและนอกประเทศ ว่าระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหาร กับสื่อมวลชนพม่านั้น ฝ่ายใดกันแน่ที่กำลังเปลี่ยนไป

สื่อพม่ากำลังลุกขึ้นสู้

หรือรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากำลังทำความรู้จักกับคำว่า “เสรีภาพสื่อ”!!!

February 12, 2007 Posted by pin pathana | Free Media, Media, Thailand, บทความ | | No Comments Yet

◊ สภาต้านรัฐประหาร 4 พ.ย. “ผู้ที่ควรพัฒนาประชาธิปไตยมากที่สุดคือบุคคลที่สวมชุดเขียว”

ประชาไท – 5 พ.ย. 2549 วันที่ 4 พ.ย. เวลาประมาณ 16.00 น. เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร จัดสภาต้านรัฐประหาร ครั้งที่ 2 ณ ลานโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีต ส.ว. อภิปรายเป็นบุคคลแรกโดยกล่าวว่า การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) อ้างเหตุผลในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดนั้นเป็นเพียงข่าวโคมลอย หากดูจากประวัติศาสตร์แล้วไม่เคยมีสักครั้งที่การนองเลือดเกิดจากการเคลื่อนไหวของประชาชน มีแต่เกิดจากทหารทั้งสิ้น แต่นักวิชาการหลายคนก็เชื่อตามนั้น นอกจากนี้ การทำรัฐประหารเป็นการทำให้กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลบิดเบี้ยวซึ่งแย่กว่าสมัยรัฐบาลทักษิณที่แม้จะมีการแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่ก็ยังสามารถพูดถึงข้อมูลที่ชัดเจนอย่างแตกต่างหลากหลายได้

นางประทีปยังกล่าวอีกว่าในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ว่าจะตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยกับประชาชนนั้นจะเป็นการเสียเงินมากมาย ทั้งที่ผู้ที่ควรพัฒนาประชาธิปไตยมากที่สุดคือบุคคลที่สวมชุดเขียว ซึ่งมีปัญหามากที่สุดและไม่เข้าใจการพัฒนาระบบประชาธิปไตยมากที่สุด เมื่อไม่พอใจอะไรก็เอาเครื่องมือที่มีมากดดันประชาชน

จากนั้น นางประทีปได้เชิญผู้ที่คัดค้านการรัฐประหารออกมาแสดงตัวโดยการถ่ายรูปพร้อมกันพร้อมชูกำปั้นและประกาศว่า “คปค. จงพินาจ”

นายแพทย์เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวอภิปรายว่า หากตั้้งใจที่จะปฏิรูปการปกครองจริงต้องเลิกกฎอัยการศึกทันที จากนั้นต้องให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพราะประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ดีงามจะเกิดขึ้นได้ต้่องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เหมือนการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2517 ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ช่วงนั้นประชาธิปไตยเบิกบาน มีการเรียกร้องสิทธิของชาวไร่ ชาวนา

นายแพทย์เหวงยังแสดงข้อกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้บรรยากาศปัจจุบันว่า สิ่งที่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่แลกมาด้วยการต่อสู้ที่่ประชาชนสูญเสียเลือดเนื้อ อาจหายไปในรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น เรื่องการที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือการห้ามข้าราชการการเมืองดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรี

จากนั้นการอภิปรายได้ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีนักศึกษากลุ่มโดมแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มากล่าวเรียกร้องให้นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลาออกจากตำแหน่งเพราะการรับคำเชิญร่วมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นสิ่งที่นอกเหนือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาคมธรรมศาสตร์เมื่อเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี

ส่วนจุดยืนในฐานะปัจเจกบุคคลในฐานะพลเมืองหรือนักกฎหมายมหาชนนั้นยอมรับ เพียงแต่นายสุรพล อาจมีความสับสนว่าตรงนั้นเป็นจุดยืนในนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้น จึงอยากให้ทบทวนและลาออกไปโดยทันที

นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ไม่สามารถใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยแสดงความเห็นได้เพราะยังไม่ทันที่นักศึกษาจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการรับตำแหน่งของ ร.ศ.รังสรรค์ แสงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็มีป้ายผ้าประณามการคัดค้าน สนช. ออกมาแล้ว

การอภิปรายในสภาต้านรัฐประหารมีการแสดงดนตรี และอ่านบทกวีสลับไปกับการอภิปรายของผู้มาร่วมโดยตลอด ทั้งนี้ สภาดังกล่าวจะจัดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

November 4, 2006 Posted by littleonline | ข่าว | | 11 Comments

◊ รอมฎอนที่อ้างว้างในปาเลสไตน์


ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางสังคมที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม >>

สดจากปาเลสไตน์คาลิด อมาเรห์ วันที่ 7 ตุลาคม 2006
แปลและเรียบเรียงโดย ฟารีดา ขจัดมารเครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพสามจังหวัดภาคใต้ไดอารี่ :

โดยปกติแล้ว เดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งจิตวิญญาณที่สูงส่งและการตั้ งมั่นในความดี อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่คนในครอบครัวจะร่วมกันละศีลอดกันอย่างพรั่งพร้อมทันท ี เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหลังจากที่ถือศีลอดมาตลอดวันอ ย่างไรก็ตาม ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางภาคส่วนของสังคมท ี่อ่อนแอเป็นทุนเดิมย ูซุฟ ซูลัยมาน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งมาสามสิบปี ในเมืองเฮบบรอน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เขามีสมาชิกครอบครัว 8 คน แต่ยากที่จะทำให้สิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม เมื่อเขาต้องรักษาปัจจัยยังชีพเบื้องต้น เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล
โดยปกติแล้ว เดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งจิตวิญญาณที่สูงส่งและการตั้งมั่นในความดี อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่คนในครอบครัวจะร่วมกันละศีลอดกันอย่างพรั่งพร้อมทันที เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหลังจากที่ถือศีลอดมาตลอดวันอย่างไรก็ตาม ครอบครัวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัว ยังถูกคุมคามอย่างหนักจากอิสราเอลทางฝั่งตะวันตก ทำให้รอมฏอนในปีนี้ แต่มีกลิ่นอายของความแร้งแค้น ความยากจนที่น่าเวทนานี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางภาคส่วนของสังคมที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมยูซุฟ ซูลัยมาน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งมาสามสิบปี ในเมืองเฮบบรอน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เขามีสมาชิกครอบครัว 8 คน แต่ยากที่จะทำให้สิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม เมื่อเขาต้องรักษาปัจจัยยังชีพเบื้องต้น เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล

“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าบอกคุณว่าอะไรดี คุณจะเชื่อฉันไหม หากฉันบอกคุณว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราไม่มีขนมปังกินเป็นเวลาสามวัน” สุลัยมาน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ท้อแท้อย่างชัดเจน

สุลัยมานก็เหมือนกับชาวปาเลสไตน์ที่เหลืออีกประมาณ 170,000 คน ซึ่งเป็นทั้งลูกจ้างของรัฐและเอกชน พวกเขายังไม่ได้รับเงินเดือนติดต่อกันมาเป็นเดือนที่เจ็ด เนื่องจากการปิดกั้นทางเศรษฐกิจที่มีต่อรัฐบาลฮามาส จากอิสราเอล อเมริกา และยุโรป

รัฐบาลได้จ่ายเงินล่วงหน้าประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปกติ อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนน้อยและจ่ายแบบไม่ปกติเช่นนี้ไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ครอบครัวจะใช้เงินเพิ่มขึ้น ครอบครัวที่ยากจนเช่นนี้จะทำอย่างไร พวกเขาจะอธิบายต่อเด็กๆ ถึงความยากจนอันฉับพลันที่กำลังหลอกหลอนพวกเขาได้อย่างไร

อัคราม ฮุสเซน ตำรวจชาวปาเลสไตน์พร้อมด้วยภรรยาและลูกน้อยสองคนกล่าวว่า เขาใช้อุบายต่างๆ เพื่อจะเอาชนะปัญหาทางการเงินหมดแล้ว

“ตอนนี้ ร้านชำข้างๆ จะไม่ให้เราติดเงินอีกแล้ว” เจ้าของร้านบอกแก่เขาว่า จะสิ้นเนื้อประดาตัวอยู่แล้วหากยังให้คนซื้อติดเงินต่อไป

“บางครั้งผมก็บอกลูกๆ ว่าเงินอยู่ในธนาคาร แต่ตอนนี้ธนาคารปิด แต่พวกเด็กๆ ก็ยังคงถามไปต่างๆ นานา ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย” ฮุสเซนว่า

เมื่อถามว่าเขาจะทำอะไรต่อไป เขามองขึ้นไปยังเบื้องบนและกล่าวว่า “หนทางนั้นอยู่ในมือของพระเจ้า”

การบริจาค

ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ซึ่งไม่มีอาหารพื้นฐาน เช่น แป้ง น้ำตาล ปกติแล้วจะได้รับการช่วยเหลือโดยคณะกรรมการซากาตท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือก็น้อยลงและขาดความสม่ำเสมอไปทุกที ทั้งยังยากที่จะทดแทนเงินเดือนที่พวกเขายังไม่ได้รับได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรพวกเขาจะได้รับเงินเต็มจำนวน

ซามีร์ ราไบอี เสมียนและคณะกรรมการซากาตท้องถิ่นในเมืองดูรา ซึ่งห่างจากตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเฮบบรอนไปสิบไมล์ เขากล่าวว่า ความต้องการอาหารนั่น เพิ่มยิ่งขึ้นกว่าก่อน

“ตอนนี้เรามีคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากมาย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ มันเป็นความยากจนที่ถูกก่อขึ้น จากการเหตุผลทางการเมืองของอเมริกาและอิสราเอล”

ราไบอี ตัดพ้อด้วยภาษิต ปาเลสไตน์ ว่า “ชาวอิสราเอลและชาวอเมริกัน ไม่ให้ความเมตตาเราและไม่ยอมให้ความเมตตาของพระเจ้ามาถึงเรา ชาติอาหรับที่ร่ำรวย เอาแต่ใส่ใจกับความต้องการของชาวอเมริกันมากกว่าคุ้มกันเด็กชาวปาเลสไตน์ให้พ้นจากสภาพที่หิวโหย”

เขาชี้ให้เห็นว่า อเมริกาซึ่งกระทำในนามของอิสราเอลได้สร้างรัฐในภูมิภาคอ่าว รวมทั้งซาอุดิอาราเบีย เพื่อป้องกันผู้บริจาคมุสลิมจากการส่งสิ่งของบริจาคให้แก่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

“ตอนนี้ของกินของใช้เราแทบจะไม่เหลือ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นได้”

เจ้าหน้าที่ซากาตอีกคนหนึ่งในเมืองเบธเฮม ผู้ซึ่งไม่ยอมบอกชื่อของเขา เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ได้เรียกร้องให้ชาวมุสลิมเลิกสนใจกลไกของรัฐและช่วยชาวปาเลสไตน์ให้สามารถเผชิญหน้า กับอาชญากรรมและการถูกรายล้อมไปด้วยศัตรูของอิสลามให้ได้

“ได้โปรด แบ่งปันเงินและสิ่งของบริจาคให้แก่พี่น้องมุสลิมของคุณในปาเลสไตน์ อย่ารอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ เพราะว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของอเมริกา และอิสราเอล เราจะต้องไม่รอถึงวันที่เราต้องขออนุญาตจากชาวอเมริกันให้ปฏิบัติศาสนาของพวกเรา”

“หากการช่วยเหลือเด็กที่หิวโหยในราฟาห์และเนปลัสเป็นการก่อการร้าย เช่นนั้นก็ให้พวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายซะ”

ขนมปังและน้ำชา

มีครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายๆ ครอบครัวที่เกียรติและความภาคภูมิใจของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่ได้รับอาหารอย่างเปิดเผย แม้แต่จากคณะกรรมการซากาต

“คนเหล่านี้ กำลังทนทุกข์อย่างเงียบๆ” ราบีกล่าว

“ส่วนตัวแล้วฉันคิดครอบครัวที่ละศีลอดในตอนเย็นด้วยขนมปังและน้ำชาเหล่านี้ ต้องการความสนใจเป็นพิเศษ”

ด้วยอาหารที่มีน้อยนี้ สัญญาณแรกที่เกิดขึ้นแล้ว คือภาวะการขาดสารอาหารในหมู่เด็กนักเรียนโรงเรียนรัฐ

“โดยกายภาพแล้วสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏให้เห็น แต่เราสังเกตว่าเด็กหลายคนไม่มีสมาธิ หรือเหม่อลอย สิ่งนี้เป็นผลเนื่องมากจากเด็กไม่ได้รับสารอาหารพอเพียง” ครูของโรงเรียนเฮบรอนกล่าว

เขากล่าวว่า “โรงเรียนไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับปัญหานี้มากไปกว่าการเขียนรายงานให้กับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา”

หายนะในกาซา

อิสราเอลไม่เพียงแต่ทำให้ชาวปาเลสไตน์ยากจนและหิวโหย โดยไม่ให้พวกเขาเข้าถึงอาหารและการทำงาน แต่กำลังฆ่าพวกเขาบนชีวิตที่ต้องดำเนินไปทุกวัน

จริงๆ แล้ว ไม่มีซักวันที่ผ่านไปโดยไม่มีชาวปาเลสไตน์ถูกฆ่า หรือทำร้ายให้เสียแขนขาในกาซา โดยเฉลี่ยแล้วมีประมาณ 5-6 คน และส่วนใหญ่เป็นพลเมืองบริสุทธิ์

วันที่ห้าของรอมฎอน รถถังอิสราเอลยิงปืนใหญ่เข้าใส่บ้านที่กาซาตอนเหนือ คร่าชีวิตพี่น้องสองคน และนี่คือของขวัญในเดือนรอมฏอนอันแสนวิเศษที่อิสราเอลหยิบยื่นให้ครอบครัวที่กาซา ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลยังคงให้ของขวัญนี้ต่อไป โดยได้รับการยืนยันโดยแดน ฮาลุส ที่ระบุว่าเขาหลับอย่างสบายในคืนที่เขาสั่งให้ทิ้งระเบิดหนึ่งตันใส่อพาร์ตเม้นท์ในกาซา ณ ที่นั้น มันได้คร่าชีวิตเด็กที่กำลังหลับ 12 คน

ในสภาวะเช่นนี้ทหารอิสราเอลอ้างว่าได้ฆ่าผู้ก่อการร้ายไป 2 คน เรื่องโกหกพร้อมที่จะถูกประกาศออกไปโดยสำนักข่าวของตะวันตก จากนั้นสื่อทั่วโลกก็ใช้ข่าวนั้นสื่อออกไปอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฆ่า และเรื่องราวของฆาตกรก็ถูกฆ่าไปด้วย

จากตัวเลขขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ และกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์บ่งชี้ว่า การครอบครองดินแดนแห่งนี้ของทหารอิสราเอล คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไป 226 คนเฉพาะในกาซาอย่างเดียว และตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน เมื่อผู้ต่อต้านชาวปาเลสไตน์ลักพาตัวทหารอิสราเอลใกล้กับเมืองราฟาห์ เป็นผลให้พลเมืองหลายร้อยคนที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กและพลเมืองผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียแขนขาหรือถูกทำร้ายจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลอย่างไม่เลือกหน้า

มากกไปว่านั้น กองทัพอากาศอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดและทำลายโครงสร้างสาธารณูปโภคของพลเรือนเป็นจำนวนมาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างสาธารณูปโภคของเลบานอนซึ่งถูกทำลายระหว่างทำสงครามกับกลุ่มฮิสบุลเลาะห์

เป้าหมายรวมไปถึงโรงเรียน วิทยาลัย สะพาน อาคารสำนักงานและบ้านเรือน รวมทั้งสถานีไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในกาซาซึ่งส่งผลให้ทั้งเมืองอยู่ในความมืด

เจ้าหน้าที่ในกาซาแก้ปัญหาอย่างจนตรอกโดยการนำเข้าพลังงานจากอียิปต์ และเสนอแหล่งพลังงานทางเลือกให้กับท้องถิ่น ทำให้กาซามีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

อิสราเอลชี้ว่าการทิ้งระเบิดอย่างมากมายเข้าใส่บ้านเรือนและบริเวณโดยรอบนั้น เป็นไปเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดที่มีแต่ความอาฆาตนี้ชี้ว่าอิสราเอลตั้งใจที่จะทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่สุดทนทุกข์

ปีนี้ทหารอิสราเอลมีเทคนิคใหม่ที่จะสร้างความเกรงกลัวให้แก่ชาวกาซา นั่นคือ ความหวาดกลัวที่มาตามสายโทรศัพท์ ดำเนินการโดย หน่วยงานชิน เบท (Shin Bet) ซึ่งจะมีการโทรไปบอกครอบครัวชาวปาเลสไตน์ว่าบ้านของพวกเขาจะถูกระเบิดในอีกห้านาที และพวกเขาจะถูกฆ่าหากไม่รีบย้ายออกไปทันที

โทรศัพท์มรณะนี้จะมาในเวลาที่เงียบสงัด ก่อนรุ่งเช้าและถูกออกแบบมาเพื่อก่อให้เกิดความลำบากอย่างถึงที่สุดต่อสมาชิกครอบครัวที่ถูกบังคับให้กระโดดจากเตียงเพื่อวิ่งไปยังถนน และเพื่อที่จะเห็นบ้าน ทรัพย์สินของพวกเขาถูกทำลายโดยจรวดมิสไซล์จากน้ำมือของชาวยิวอย่างไม่ปราณีปราศรัย

สัปดาห์นี้ เมื่อบ้านเรือถูกทำลายเช่นนี้แล้ว คนที่แวะเข้ามาเพื่อจะสังเกตความเป็นไป ได้เพียงแต่ทักทายห่าระเบิดอีกระลอกที่มาจากฟากฟ้า เด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี ตายทันทีด้วยกระสุนชนิดแตกกลางอากาศ เด็กคนอื่นอีก 10 คนได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนี้อาการสาหัส

ตามแหล่งข้อมูลของอิสราเอล เป้าหมายหลักของอิสราเอลคือกาซา และรองลงมาในเขตเวสแบงค์ เพื่อจะให้เกิดการบันดาลโทสะท่ามกลางหมู่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ และที่สุดแล้วพวกเขาก็จะฆ่ากันเอง

‘การทดลอง’ ซึ่งเป็นนิยามที่นักข่าวอิสราเอลผู้ช่ำชอง ‘อมิรา แฮส’ ให้ไว้นั้นสำเร็จด้วยดี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวปาเลสไตน์จำนวน 14 คนถูกฆ่าในระหว่างความโกลาหลภายในเมือง ซึ่งถูกจุดชนวนโดยการล้อมประชาชนจำนวน 1.5 ล้านคน พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงอาหารและการทำงาน และถูกตีตราอย่างได้ผลว่าเป็นผู้สร้างความกดดัน

เมื่อเจ้าหน้าที่อิสราเอลต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่า พวกเขามีสิทธิทำให้ประชาชนที่เปรียบเสมือนนักโทษนี้ขาดอาหารและทนทรมานได้อย่างไร -ประชาชนผู้อยู่ภายใต้การครอบครองของอิสราเอล เนื่องจากอิสราเอลควบคุมฉนวนกาซาอย่างแน่นหนา – เจ้าหน้าที่ยกไหล่ง่ายๆ และยังคงปลุกความหวาดหวั่น ราวกับว่าการกระทำให้ผู้คนบริสุทธิ์โหยหิว ไม่ใช่การกระทำที่เป็นอาชญากรรม

สัปดาห์นี้ การมาเยือนของคอนโดลิซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ แทนที่จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในกาซาและดินแดนที่ถูกยึดครองในฐานะที่เป็นความหายนะของมนุษยชาติ แต่เธอแสดงความยินดีกับหุ้นส่วนอิสราเอลบน ‘ความสำเร็จ’ และ ‘ความมีประสิทธิภาพ’ ในการลงโทษประชาชนชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลและอเมริกา

ตั้งแต่ที่ไม่เห็นทหารของฮิตเลอร์อยู่รอบๆ เกทโต วอร์ซอในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความเสื่อมทรามและความหลอกลวง ชาวปาเลสไตน์ที่กำลังทนทุกข์มีแต่จะยิ่งบอบช้ำมากขึ้น แต่โลกยังคงเงียบงันและคงทำได้แค่นั้น

และนี่คือ รอมฎอน ในกาซา ปี 2006

ที่มา: www.electronictintifada.net/palestine


October 19, 2006 Posted by pin pathana | บทความ | | No Comments Yet

◊ ชาวมอญเศร้า หลวงพ่อ ‘อุตมะ’ ผู้เป็นที่พึ่งมรณภาพ


สำนักข่าวมอญอิสระ IMNA รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. ของวันนี้ (18 ตุลาคม) หลวงพ่ออุตมะ อายุ 97 ปี เชื้อชาติมอญซึ่งเป็นพระผู้มีพระคุณต่อชนชาวมอญมากรูปหนึ่ง ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคชรา ขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ในกรุงเทพมหานคร สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับศรัทธาญาติโยมทั้งชนชาวไทยและชาวมอญโดยทั่วกัน >>

Read more »

October 19, 2006 Posted by pin pathana | ข่าว | | 1 Comment

◊ วงการสื่อวุ่น กรณีรับและค้านการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ


ผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน กำหนดกรอบสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ สายสื่อมวลชน นัดถกสมาชิกในเครือก่อนสรรหาประธานสภานิติฯ 23 ต.ค.นี้ ด้านสื่อมวลชนกลุ่มค้านออกหนังสือแจงมีเจตนาบริสุทธิ์เป็นการเคลื่อนไหวในฐานะสื่อมวลชนเล็กๆ ที่จะรักษาจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพและมีผู้ร่วมลงชื่อค้านเพิ่มเป็น 50 คน >>
Read more »

October 19, 2006 Posted by pin pathana | ข่าว | | 2 Comments

◊ แล้วเธอก็กลับมา เว็บไซต์ 19sep


ประชาไท – 18 ต.ค. 2549 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้จดทะเบียนเว็บไซต์ www.19sep.org และ www.19sep.net ให้สัมภาษณ์กับ ‘ประชาไท’ ว่า เว็บไซต์ www.19sep.org ซึ่งเคยถูกบล็อกไป ได้ถูกปลดล็อคโดเมนแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา >>

Read more »

October 19, 2006 Posted by pin pathana | ข่าว | | 3 Comments

◊ ตำแหน่งแห่งที่ของ ‘ตัวแทนสื่อมวลชน’

บทความโดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าสมาชิกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบไปด้วยบุคคลจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ นักวิชาการ บุคคลจากองค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ และสื่อมวลชนก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบนี้ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นการดีที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ได้มีตำแหน่งแห่งที่ในการทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะมีโอกาสได้ช่วยผลักดันสนับสนุนกระทั่งคัดค้าน กลั่นกรอง ตัวบทกฎหมายที่จะออกมาใช้บังคับ >>

Read more »

October 19, 2006 Posted by pin pathana | บทความ | | 1 Comment

◊ เมื่อเมกะโปรเจคเชียงใหม่ถูกตรวจสอบ หลังกรรมการสิทธิฯ ‘On Tour’ พบภาคีฮักเจียงใหม่

ทีมข่าวประชาไทภาคเหนือ รายงาน

สอบทุจริตเชียงใหม่หลังไร้เงาทักษิณ กรรมการสิทธิฯ เยือนเหนือพบภาคีคนฮักเจียงใหม่ พิสูจน์เมกะโปรเจคเชียงใหม่ยุคทักษิณ ภาคีฯ เผยข้อมูลไม่ชอบมาพากลทะลัก แฉอาจเลี่ยงกฎหมายสารพัดทั้งไนท์ซาฟารี-พืชสวนโลก กรรมการสิทธิเผยเตรียมรวบรวมข้อมูลยื่น คตส. หารือกับนายกรัฐมนตรี และคมช. แถมอาจมีคุยกับ พล.ท.สพรั่ง >>

Read more »

October 19, 2006 Posted by pin pathana | ข่าว | | 5 Comments